Skip to main content
เมื่อต้นเดือนเมษายน 2551 หนังสือพิมพ์หลายฉบับได้ลงข่าวว่า "พลังงานเผยไทยผลิตน้ำมันดิบสูงกว่าบรูไน คุยทดแทนนำเข้าปีนี้มหาศาล" (ไทยรัฐ 2 เมษายน 2551)   


สาเหตุที่ผู้ให้ข่าวซึ่งก็คือข้าราชการระดับสูงของกระทรวงพลังงานได้นำประเทศไทยไปเทียบกับประเทศบรูไน ก็น่าจะเป็นเพราะว่าคนไทยเราทราบกันดีว่าประเทศบรูไนเป็นประเทศส่งออกน้ำมันรายหนึ่งของภูมิภาคนี้ ดังนั้นเมื่อประเทศไทยเราผลิตน้ำมันดิบได้มากกว่าก็น่าจะทำให้คนไทยเราหลงดีใจได้บ้าง  นาน ๆ คนไทยเราจะได้มีข่าวที่ทำให้ดีใจสักครั้ง  

หลังจากอ่านข่าวนี้แล้ว ผมก็ได้ค้นหาความรู้เพิ่มเติมจากอินเทอร์เน็ตก็พบว่า ตัวเลขผลผลิตของไทยสูงกว่าของบรูไนเพียงเล็กน้อย คือยอดผลิตของทั้งสองประเทศประมาณกว่าสองแสนบาร์เรลต่อวันเพียงเล็กน้อย  แต่จำนวนประชากรของบรูไนมีไม่ถึง 4 แสนคน ในขณะที่จำนวนประชากรไทยเรามีถึง 64 ล้านคนหรือจำนวนประชากรของไทยมากกว่าเกิน 160 เท่าตัวของประเทศบรูไน

น้ำมันที่บรูไนผลิตได้ส่วนใหญ่ส่งไปขายต่างประเทศ นอกจากนี้บรูไนยังส่งก๊าซธรรมชาติเหลวได้มากเป็นอันดับ 9 ของโลกด้วย รายได้จากน้ำมันและก๊าซธรรมชาติทำให้สวัสดิการด้านการดูแลสุขภาพของชาวบรูไนดีที่สุดในเอเชีย

มีการคาดกันว่าแหล่งน้ำมันและก๊าซธรรมชาติสำรองในบรูไนจะใช้(รวมทั้งขายด้วย)ได้นานถึง 25 และ 40 ปี ตามลำดับ

กลับมาที่การผลิตน้ำมันดิบในประเทศไทยตามข่าวดังกล่าวอีกครั้ง

หากพิจารณาตามตัวอักษรที่ปรากฏในข่าวก็พบว่า ข้อความในวรรคแรกคือ "ผลิตน้ำมันดิบได้สูงกว่าบรูไน" นั้นไม่มีอะไรผิดพลาด   แต่เจตนาที่อยู่เบื้องหลังของผู้ให้ข่าวนั้นน่าจะมีปัญหาดังที่กล่าวแล้ว คือทำให้คนรับข่าวเข้าใจผิดหรือเกิดความรู้สึกที่ดีเกินความจริงกับหน่วยงานของตน

ผมว่าการนำเสนอข้อมูลข่าวสารเช่นนี้เป็นอันตรายอย่างหนึ่งที่สังคมไทยควรต้องระวังและรู้เท่าทัน

อย่างไรก็ตาม เนื้อหาสำคัญของข่าวนี้ก็สอดคล้องกับข้อมูลที่ว่าประเทศไทยเรามีแหล่งพลังงานปิโตรเลียมเป็นจำนวนมาก คิดเป็นมูลค่าถึงกว่า 100 ล้านล้านบาท  ถ้ารัฐบาลสามารถจัดการได้อย่างโปร่งใส ถูกต้องและเป็นธรรม ก็จะสามารถนำรายได้มาสร้างสวัสดิการด้านต่าง ๆ ให้กับคนไทยได้ดีเช่นเดียวกับประเทศบรูไนด้วย

ข่าวการผลิตน้ำมันดิบข้างต้น เป็นเหตุการณ์เมื่อเดือนเมษายน  แต่อีกหกเดือนต่อมา (ปลายเดือนกันยายน)  ได้มีข่าวใหม่ขึ้นมาว่า  มีบริษัทน้ำมันรายหนึ่งกำลังจะขุดเจาะน้ำมันที่แหล่งใหม่ชายฝั่งจังหวัดสงขลาซึ่งเป็นแหล่งใหม่ที่คนไทยเราส่วนมากไม่เคยทราบมาก่อน เป็นแหล่งที่ยังไม่เคยขุด เป็นแหล่งที่ไม่ได้นับรวมกับที่ทำให้ "ไทยผลิตได้มากกว่าบรูไน"

ชะลอยประเทศเราจะมั่งคั่งในเร็ววันเสียแล้วจริง ๆ   

ข่าวชิ้นหลังนี้ดังขึ้นมาให้คนไทยรับทราบได้กัน ก็เพราะว่าชาวประมงพื้นบ้านจังหวัดสงขลารวม 4 อำเภอได้ประท้วงบริษัทที่ได้รับสัมปทานขุดเจาะด้วยการปิดอ่าวและท่าเทียบเรือ  การปิดอ่าวเกิดขึ้นนานถึง 5-6 วัน สร้างผลกระทบทางการขนส่งสินค้าพอสมควร

ท่านผู้อ่านคงเริ่มตั้งคำถามแล้วซิว่า ทำไมชาวประมงพื้นบ้านจึงต้องประท้วงกับสิ่งที่เป็นข่าวดี ๆ เช่นนี้ด้วยเล่า?  เป็นพวกถ่วงความเจริญหรือเปล่า?

เราลองมาดูเหตุผลของทั้งสองฝ่าย คือฝ่ายบริษัทที่ได้รับสัมปทานขุดเจาะ กับฝ่ายชาวประมงพื้นบ้านที่ทำการประท้วง

ฝ่ายบริษัทที่ได้รับสัมปทานขุดเจาะคือบริษัทนิวคอสตรอล ประเทศไทย จำกัด (Nucoastal-Thailand)  ซึ่งเป็นบริษัทต่างชาติร้อยเปอร์เซ็นต์ บริษัทนี้เพิ่งก่อตั้งเมื่อปี 2546 โดยมีบริษัทแม่ชื่อ Coastal Energy ตั้งอยู่ที่กรุงลอนดอน  การสัมปทานได้รับการอนุมัติสมัยรัฐบาลทักษิณ

จากเอกสารประกอบการประชุมเพื่อรับฟังความคิดเห็น (ไม่ระบุวันที่) ของบริษัทได้บอกว่าประโยชน์ที่จะได้รับจากโครงการนี้มี 4 ข้อ หนึ่งในนั้นก็คือ "เพื่อลดการนำเข้าพลังงาน ส่งผลให้ประหยัดเงินตราต่างประเทศ" ซึ่งก็สอดคล้องกับวรรคสองข่าวข้างต้นคือ "คุยทดแทนนำเข้าปีนี้มหาศาล"  ทางบริษัทวางแผนจะขุดให้หมดภายในเวลา 16 ปี

ฝ่ายชาวประมงพื้นบ้านใน 4 อำเภอของจังหวัดสงขลาได้ให้เหตุผลการประท้วงว่า พื้นที่ที่จะขุดเจาะน้ำมันนั้นอยู่ห่างจากชายฝั่งทะเลเพียง 14-30 กิโลเมตรเท่านั้น พื้นที่ดังกล่าวเป็นแหล่งทำการประมงของพวกเขา (ดูแผนที่ประกอบ- แปลง G5/43) การขุดน้ำมันนอกจากจะก่อให้เกิดมลพิษที่สัตว์น้ำไม่สามารถอาศัยอยู่ในบริเวณนั้นได้แล้ว พวกเขายังไม่สามารถแล่นเรือเข้าไปในบริเวณนั้นเป็นระยะทางรัศมี 1.6 กิโลเมตรจากแท่นเจาะอีกด้วย



พูดง่าย ๆ ก็คือ บริเวณดังกล่าวเป็นพื้นที่ทับซ้อนที่ชาวประมงทำมาหาเลี้ยงชีวิตมาตั้งแต่รุ่นปู่ ย่า ตา ทวด แต่อยู่ ๆ บริษัทต่างชาติที่ได้รับสัมปทานก็มาถือสิทธิไล่พวกเขาออกไป

เคยมีผู้รู้ได้โพสต์ลงเว็บไซต์ผู้จัดการว่า "ในสหรัฐอเมริกาเขาจะไม่ยอมให้มีการขุดน้ำมันในระยะที่ห่างจากชายฝั่งไม่เกิน
80 กิโลเมตร เพราะในทะเลมีผลกระทบมากกว่าบนบก"

ถ้าท่านผู้อ่านเป็นรัฐบาล ท่านจะจัดการกับความขัดแย้งนี้อย่างไรดีครับ 

สมมุติเหตุการณ์ให้แคบลงมากว่านั้นอีกนิด  ถ้าท่านมีลูกสองคนที่ขัดแย้งกันอย่างนี้ ท่านจะทำอย่างไร ลูกคนหนึ่งอ่อนแอ ไปหากินไกล ๆ ไม่ได้เพราะเรือเล็ก ลูกอีกคน(ความจริงไม่ใช่ลูกตนเอง) มีฐานะมั่นคง  ปีกกล้าขาแข็งไปหากินที่ไหนก็ได้

เอ๊ะ! หรือว่าผมเปรียบเทียบแบบลำเอียง ท่านอาจจะคิดว่า ผมมีคำตอบอยู่ก่อน แล้วสมมติเหตุการณ์ให้ได้คำตอบที่ตามผมต้องการ ถ้าท่านคิดอย่างนั้น "ก็แล้วแต้ว๊ะ!"

การจะตัดสินใจเรื่องนี้เป็นเรื่องยาก เราต้องมีข้อมูลเพิ่มเติมที่ครบถ้วน อย่างน้อยเราต้องตั้งคำถามว่า ประโยชน์ที่อ้างว่า  "เพื่อลดการนำเข้าพลังงาน ส่งผลให้ประหยัดเงินตราต่างประเทศ" นั้นเป็นไปได้จริง ๆ หรือ?

ข้อมูลสองชิ้นต่อไปนี้จะช่วยให้เราตัดสินใจได้ครับว่า โครงการขุดเจาะน้ำมันที่สงขลานั้นเพื่ออะไรกันแน่  

ข้อมูลชิ้นแรกเป็นภาพรวมของการผลิต-การใช้น้ำมันในประเทศไทย  ส่วนข้อมูลชิ้นที่สองเป็นโครงการสร้างท่อน้ำมันจากตอนเหนือของประเทศมาเลเซียมายังจังหวัดสงขลา เพื่อมารับน้ำมันดิบจากสงขลาไปกลั่นที่มาเลเซีย แล้วส่งน้ำมันสำเร็จรูปไปขายต่อให้กับประเทศญี่ปุ่นและจีน

เรามาว่ากันทีละชิ้นอย่าย่อ ๆ พอเข้าใจครับ

การผลิตและการใช้น้ำมันในประเทศไทยเป็นสิ่งที่ค่อนข้างจะซับซ้อน ไม่ตรงไปตรงมาอย่างที่คนทั่วไปคิด คือผลิตได้เองในประเทศเท่าใดก็ใช้ภายในประเทศให้หมดถ้ายังไม่พอก็ให้นำเข้าจากต่างประเทศมาเพิ่มเติม

แต่ความจริงหาเป็นเช่นนี้ไม่

กล่าวเฉพาะ 3 เดือนแรกของปี 2551 ประมาณ 1 ใน 5 ของน้ำมันดิบที่เราผลิตได้เองถูกส่งไปต่างประเทศ  ครึ่งหนึ่งของปริมาณที่ส่งออกไปประเทศเกาหลี  ร้อยละ 28 ไปสหรัฐอเมริกาไกลลิบโน่น  เหตุผลที่ทางราชการอ้าง (วารสารนโยบายพลังงานฉบับ ม.ค.-มี.ค.2551) ก็คือ "น้ำมันดิบที่ผลิตได้ในประเทศมีสารโลหะหนักปนอยู่มาก ซึ่งไม่ตรงกับคุณสมบัติที่โรงกลั่นภายในประเทศต้องการ"

น้ำมันดิบที่เรานำเข้า เราอาจคิดว่าก็สั่งเข้ามากลั่นในประเทศให้เพียงพอกับส่วนที่ยังขาดอยู่ จะได้ประหยัดค่าขนส่ง แต่ความจริงพบว่า เราสั่งมามากกว่าความต้องการที่ยังขาดอยู่  ร้อยละ 18 ของน้ำมันที่เรากลั่นได้ภายในประเทศนั้นถูกส่งออกไปขายต่างประเทศ

ที่เป็นเช่นนี้น่าจะเป็นเพราะความสามารถของโรงกลั่น (ที่มีอยู่ทั้งประเทศจำนวน 7 โรง) มีความสามารถในการกลั่นรวมกันประมาณ 1.03 ล้านบาร์เรลต่อวัน แต่เราใช้ภายในประเทศเพียง 0.731 ล้านบาร์เรลต่อวัน  ที่เหลือก็ต้องส่งออก

แผนผังและตัวเลขการเคลื่อนย้ายน้ำมันดิบและน้ำมันสำเร็จรูปข้างล่างนี้จะช่วยให้ท่านที่สนใจจริง ๆ สามารถเข้าใจได้มากขึ้น สำหรับท่านที่สนใจในระดับธรรมดา ๆ ก็โปรดมองผ่านไปเลยจะได้ไม่สับสนมาก



จากข้อมูลดังกล่าว ขอเรียนย้ำอีกครั้งว่า ประมาณร้อยละ 20 ของน้ำมันดิบที่เราขุดได้ภายในประเทศนั้นเราส่งออกไปต่างประเทศ

อย่างไรก็ตาม ข้อมูลเพียงแค่นี้ ยังไม่สามารถหาคำตอบได้ว่า เราจะตัดสินความขัดแย้งระหว่าง "ลูกคนที่อ่อนแอ" กับบริษัทต่างชาติที่อ้างว่า  "นำพลังงานมาให้คนไทยใช้"  อย่างไร

ลองมาดูข้อมูลอีกชิ้นหนึ่งครับ ข้อมูลนี้ผมเชื่อว่าคนไทยเรายังไม่ได้รับทราบกัน คือ ทางรัฐบาลมาเลเซีย (โดย ดาโต๊ะ ชรี โมฮัมหมัด นาจีบ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม) ได้ให้ทางบริษัทในมาเลเซียร่วมทุนกับบริษัท ปตท. จำกัด ทำโครงการท่อส่งน้ำมันจากสงขลาไปยังทางตอนเหนือของมาเลเซียในรัฐเคดะห์

เมื่อสืบค้นข้อมูลเพิ่มเติมก็พบว่า ทางบริษัท SKS Refinery Pte   Ltd  กำลังก่อสร้างโรงกลั่นน้ำมันขนาดกำลังผลิตกว่า  2.5 แสนบาร์เรลต่อวัน  คาดว่าโรงกลั่นนี้จะสร้างเสร็จในปี 2553 หรืออีกสองปีข้างหน้า โดยที่น้ำมันดิบส่วนใหญ่จะมาจากประเทศอิหร่าน และส่งน้ำมันสำเร็จรูปไปประเทศญี่ปุ่น

ทาง ปตท.ได้ศึกษาความเป็นได้ของโครงการท่อส่งน้ำมันแล้วเห็นด้วยที่จะร่วมทุนในโครงการนี้เพื่อให้สงขลาเป็น "คลังส่งออก" (export terminal)

คำถามก็คือว่า เขาจะสร้างท่อส่งน้ำมันจากสงขลาไปรัฐเคดะห์ทำไม ถ้าไม่ใช่เพื่อเอาน้ำมันสงขลาไปกลั่นที่มาเลเซีย  

ครั้นจะเอาน้ำมันสำเร็จรูปมาขายเมืองไทยผ่านทางท่อนี้ ก็ไม่น่าจะเป็นไปได้เพราะโรงกลั่นในประเทศไทยก็กลั่นได้มากกว่าปริมาณที่เราบริโภคตั้งเยอะ

ผมสอนนักศึกษาอยู่เสมอว่า นักสิ่งแวดล้อม นักเคลื่อนไหวสีเขียว ควรจะเลือกบริโภคสินค้าที่ผลิตได้ในท้องถิ่น ไม่ว่าจะเป็นผลไม้ เสื้อผ้าหรือขนมบ้านๆ ทั้งนี้นอกจากจะเพื่อสนับสนุนคนท้องถิ่นแล้ว ยังเป็นการประหยัดพลังงานในการขนส่งอีกด้วย แต่มาเจอกับกิจการผลิตและใช้น้ำมันแล้ว ผมไม่ทราบว่าจะตอบนักศึกษาว่าอย่างไรดีครับนอกจากว่า

มันเป็นทุนนิยมสามานย์จริง ๆ ครับ สามานย์ตั้งแต่การโน้มนาวข่าวให้เกิดความเข้าใจผิดเลยทีเดียว

           

บล็อกของ ประสาท มีแต้ม

ประสาท มีแต้ม
เราเคยสงสัยและตั้งคำถามเสมอมาว่า ทำไมราคาน้ำมันสำเร็จรูป (รวมทั้งราคายางพารา) ในภูมิภาคเอเซียจึงถูกกำหนดจากประเทศสิงคโปร์
ประสาท มีแต้ม
ตลอดช่วงเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา ราคาน้ำมันดิบและราคาน้ำมันที่ปั๊มในบ้านเราได้เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง นักวิเคราะห์บางคนคาดการณ์ว่าสิ้นปีนี้ราคาน้ำมันดิบจะสูงถึง 85 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล โดยที่ราคาเมื่อต้นเดือนมิถุนายนได้ขยับจาก 62 ถึง 68 ภายในเวลาเจ็ดวันเท่านั้น
ประสาท มีแต้ม
1. คำนำ บทความนี้มีวัตถุประสงค์ 3 ข้อ คือ หนึ่ง ให้เห็นตัวเลขค่าใช้จ่ายด้านไฟฟ้าของคนไทยโดยเฉลี่ยซึ่งค่อนข้างสูงเมื่อเทียบกับรายได้ และหากแผนผลิตไฟฟ้าดังกล่าวมีปัญหาแล้วจะส่งผลกระทบต่อผู้ใช้ไฟฟ้าอย่างไร สอง เพื่อเล่าถึงการจัดทำแผนผลิตไฟฟ้าที่ผูกขาดโดย "กลุ่มผู้เชี่ยวชาญ" จำนวนน้อยตลอดมาและจะชี้ให้เห็นถึงบางสิ่งที่ผมคิดว่า "น่าจะไม่ถูกต้อง" สาม หากท่านผู้อ่านได้เห็นปัญหาในข้อสองแล้ว จะได้เห็นความจำเป็นของ "การเมืองภาคประชาชน" ในการตรวจสอบโครงการของรัฐมากขึ้น
ประสาท มีแต้ม
1. คำนำ เพื่อให้ท่านผู้อ่านได้ตัดสินใจว่าจะอ่านบทความนี้ต่อไปหรือไม่ ผมขอนำประเด็นสำคัญมาเสนอก่อน  ประเด็นคือการวางแผนผลิตก๊าซที่ผิดพลาดทำให้คนไทยทุกคนต้องควักเงินในกระเป๋าเพิ่มขึ้น จากรายงานประจำปี 2551 ของบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) พบว่า ในปี 2551 บริษัท ปตท. ต้องจ่ายค่า "ไม่ซื้อก็ต้องจ่าย" ก๊าซจากโครงการไทย-มาเลเซีย (ซึ่งเป็นโครงการสร้างความขัดแย้งมาตั้งแต่รัฐบาลชวน หลีกภัย และทักษิณ ชินวัตร จนถึงปัจจุบัน) เป็นจำนวน 13,716 ล้านบาท
ประสาท มีแต้ม
ในขณะที่วิกฤตเศรษฐกิจโลกที่เริ่มต้นจากถนนวอลล์สตรีทในสหรัฐอเมริกากำลังลุกลามไปอย่างรวดเร็วราวกับลาวาภูเขาไฟไปสู่ทุกถนนของโลก ในภาคใต้ของประเทศไทยโดยหน่วยงานของรัฐและการนิคมอุตสาหกรรมก็กำลังดำเนินการให้มีแผนพัฒนาภาคใต้ด้วยโครงการต่าง ๆ มากมาย ทั้งโดยเปิดเผยและแอบแฝง ตัวอย่างของโครงการเหล่านี้ได้แก่ นิคมอุตสาหกรรมปิโตรเคมี ในจังหวัดนครศรีธรรมราช โครงการอุตสาหกรรมเหล็กต้นน้ำ จังหวัดชุมพรและสุราษฎร์ธานี โครงการขุดเจาะน้ำมันของบริษัทเซฟรอน ที่นครศรีธรรมราช ตลอดจนโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ถึง 3 โรง นอกจากนี้ยังมีนิคมอุตสาหกรรมที่จังหวัดตรัง และท่าเทียบเรือน้ำลึกในจังหวัดสงขลาและอีกหลายจังหวัด…
ประสาท มีแต้ม
  เมื่อวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2552 กระทรวงพลังงานในฐานะผู้รับผิดชอบหรือจะเรียกว่าผู้จัดทำแผนผลิตไฟฟ้าเองได้จัดรับฟังความคิดเห็นของประชาชนเพื่อปรับปรุง "แผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้า" ในช่วงปี 2551 ถึง 2564 ซึ่งเป็นแผนที่ได้จัดทำไว้ก่อนปี 2551 ในการรับฟังครั้งนี้ก็เพื่อจะได้ปรับปรุงเป็นครั้งที่ 2 สาเหตุที่ต้องปรับปรุงก็เพราะปัญหาเศรษฐกิจถดถอยทั้งในระดับโลกและในระดับประเทศไทยด้วยนักวิชาการอิสระด้านพลังงานที่ไม่ใช่ข้าราชการของกระทรวงพลังงานก็ได้ออกมาแสดงความคิดเห็นที่น่าสนใจหลายอย่าง ขณะเดียวกันกลุ่มชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบจากโรงไฟฟ้าก็ได้ตั้งคำถามพร้อมแผ่นผ้าด้วยข้อความสั้น ๆ แต่เข้าใจง่ายว่า "…
ประสาท มีแต้ม
คำนำ เมื่อธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ประสบปัญหาขายไม่ได้เนื่องจากได้รับผลกระทบจากวิกฤติเศรษฐกิจของโลก นักการเมืองรวมทั้งว่าที่รัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องก็ได้เสนอมาตรการลดหย่อนภาษีค่าโอนบ้าน โดยจะเริ่มต้นตั้งแต่ปี 2552 เป็นต้นไป ผมขออนุญาตไม่แสดงความคิดเห็นในประเด็นดังกล่าวข้างต้น แต่ขอใช้หลักคิดเดียวกันนี้เพื่อตั้งคำถามว่า ทำไมรัฐบาลจึงไม่ใช้มาตรการทางภาษีเพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการพืชน้ำมันซึ่งได้แก่ ไบโอดีเซล และแก๊สโซฮอล์ ซึ่งโยงใยเกี่ยวเนื่องกันตั้งแต่เจ้าของโรงงานจนถึงเกษตรกรผู้ปลูกพืชน้ำมัน ( ปาล์มน้ำมัน อ้อย ฯลฯ ) เหล่านี้บ้างเล่า?
ประสาท มีแต้ม
1. คำนำ เมื่อราคาน้ำมันลดลงมาจากลิตรละราว 40 บาทจากเมื่อ 4-5 เดือนก่อนมาอยู่ที่ราว ๆ 20 บาท ทำให้คนไทยเราก็รู้สึกสบายใจ บางคนถึงกับกล่าวว่า “ตอนนี้จะไปไหนมาไหนก็ไม่ค่อยได้คิดมากเหมือนเมื่อก่อนแล้ว” ในยุคที่การเมืองที่เต็มไปด้วยการฉ้อราษฎร์บังหลวง ผู้บริโภคจะพอใจอยู่กับตัวเลขที่อิงอยู่กับความรู้สึกเช่นนี้เพียงอย่างเดียวคงไม่ได้ เราจะต้องลุกขึ้นมาช่วยกันตรวจสอบ ถามหาความความเป็นธรรม ความพอดีอยู่ตลอดเวลา เมื่อพูดถึงความรู้สึกที่สบายใจขึ้นของคนไทยในขณะนี้ ทำให้ผมนึกเรื่อง “นัสรูดิน” ชายชาวอาหรับโบราณที่คนรุ่นหลังยังตัดสินไม่ได้ว่า เขาเป็นคนเฉลียวฉลาดหรือคนโง่กันแน่…
ประสาท มีแต้ม
1. คำนำ ก่อนจะเริ่มต้นเนื้อหา เรามาดูรูปการ์ตูนสนุก ๆ แต่บาดใจและอาจจะบาดตากันก่อนครับ ความหมายในภาพนี้ ไม่มีอะไรมาก นอกจากบอกว่านี่ไงหลักฐานที่พิสูจน์ว่าโลกเราร้อนขึ้นจริง สำหรับภาพนี้บอกว่า ผลการศึกษาพบว่าอุณหภูมิของน้ำในมหาสมุทรสูงขึ้น นักวิชาการ (และนักการเมือง) กำลังระดมกันแก้ปัญหาอย่างขยันขันแข็ง ขอขอบคุณเจ้าของภาพทั้งสองด้วย คราวนี้มาเข้าเรื่องกันครับ ขณะที่โลกของเรากำลังเผชิญกับวิกฤตการณ์ครั้งสำคัญ 4 ด้านพร้อม ๆ กัน คือ (1) วิกฤติภาวะโลกร้อน (2) วิกฤติพลังงานที่ทั้งขาดแคลน ราคาแพง ผูกขาดและก่อวิกฤติด้านอื่น ๆ (3) วิกฤติการเงินที่เพิ่งจะเกิดขึ้นหยก ๆ…
ประสาท มีแต้ม
คำนำ “...เวลานี้สังคมไทยมีอาการป่วยอย่างร้ายที่สุด คือ ป่วยทางปัญญา ขอให้พิจารณาดูเถิด เวลานี้ปัญหาสุขภาวะที่น่ากลัวที่สุดคือ ความป่วยทางปัญญา...” พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ. ปยุตโต) มีนาคม 2551 ท่ามกลางกระแสการคิดค้นเรื่อง “การเมืองใหม่” ซึ่งขณะนี้สังคมบางส่วนเริ่มเห็นภาพราง ๆ บ้างแล้วว่ามันเป็นอย่างไร แต่ยังไม่มีความชัดเจนมากนักว่า สังคมไทยจะก้าวไปสู่สภาพนั้นได้อย่างไร และสมมุติว่าเราสามารถเข้าไปสู่สภาพนั้นได้จริง ๆ แล้ว เราจะรักษาและพัฒนาการเมืองใหม่ให้ดียิ่งๆ ขึ้นไปอีกได้อย่างไร ในที่นี้ ผมจะขออนุญาตนำเสนอหลักการพื้นฐานมาใช้ตอบคำถามดังกล่าว ผมเรียกหลักการนี้ว่า “กฎ 3…
ประสาท มีแต้ม
เมื่อต้นเดือนเมษายน 2551 หนังสือพิมพ์หลายฉบับได้ลงข่าวว่า "พลังงานเผยไทยผลิตน้ำมันดิบสูงกว่าบรูไน คุยทดแทนนำเข้าปีนี้มหาศาล" (ไทยรัฐ 2 เมษายน 2551)    สาเหตุที่ผู้ให้ข่าวซึ่งก็คือข้าราชการระดับสูงของกระทรวงพลังงานได้นำประเทศไทยไปเทียบกับประเทศบรูไน ก็น่าจะเป็นเพราะว่าคนไทยเราทราบกันดีว่าประเทศบรูไนเป็นประเทศส่งออกน้ำมันรายหนึ่งของภูมิภาคนี้ ดังนั้นเมื่อประเทศไทยเราผลิตน้ำมันดิบได้มากกว่าก็น่าจะทำให้คนไทยเราหลงดีใจได้บ้าง  นาน ๆ คนไทยเราจะได้มีข่าวที่ทำให้ดีใจสักครั้ง   หลังจากอ่านข่าวนี้แล้ว ผมก็ได้ค้นหาความรู้เพิ่มเติมจากอินเทอร์เน็ตก็พบว่า…
ประสาท มีแต้ม
1. คำนำ ขณะนี้มีผู้คนจำนวนหนึ่งกำลังครุ่นคิดถึง "การเมืองใหม่" ซึ่งยังไม่เป็นที่แน่ชัดนักว่ามันคืออะไรกันแน่ ทราบแต่ว่า "การเมืองเดิม" ซึ่งก็คือการเมืองแบบตัวแทน (representative democracy) กำลังมีปัญหาหลายอย่างและรุนแรงขึ้นทุกขณะบทความนี้จะนำเสนอความล้มเหลวของ "การเมืองแบบตัวแทน" อย่างสั้นๆ พร้อมกับนำเสนอ "การเมืองแบบไฮเพอร์ (hyperpolitics)" ให้พอเป็นประกายเบื้องต้น หากสังคมนี้สนใจก็มีช่องทางให้ศึกษาค้นคว้าเพิ่มเติมกันต่อไป2. สาเหตุความล้มเหลวของการเมืองแบบตัวแทนเราท่องกันจนขึ้นใจมาตั้งแต่วัยเด็กแล้วว่า สาเหตุสำคัญของการมี "การเมืองแบบตัวแทน" คือเป็นเพราะคนมันเยอะ…