Skip to main content

๑.คำนำ

เมื่อ ๗ ปีก่อน  คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ได้คิดวิชาใหม่ขึ้นมาหนึ่งรายวิชา หากคำนึงถึงแนวคิด เนื้อหาและกระบวนการเรียนการสอนแล้ว อาจถือว่าได้วิชานี้เป็นวิชาแรกในประเทศไทยก็น่าจะได้  ผมจึงอยากจะเล่าให้ท่านผู้อ่านที่เป็นผู้จ่ายภาษีมาตลอดได้รับทราบครับ

ด้วยขั้นตอนตามระเบียบของมหาวิทยาลัย เราได้เริ่มลงมือเปิดสอนจริงเมื่อ ๓ ปีมาแล้ว รายวิชานี้ชื่อว่า “วิทยาเขตสีเขียว (Greening the Campus)”  เป็นวิชาบังคับสำหรับนักศึกษาชั้นปีที่สามทุกคน

เรื่องที่จะนำมาเล่าอย่างสั้นๆ นี้ ได้แก่ แนวคิด เนื้อหา กระบวนการเรียนการสอน  สิ่งที่นักศึกษาค้นพบและร่วมผลักดันขยายผล รวมทั้งความรู้สึกของนักศึกษาบางคน

๒. แนวคิดและกระบวนการเรียนการสอน  

ก่อนอื่นต้องขอเรียนให้ทราบกันก่อนว่า หน้าที่หลัก ๒ ใน ๔ ข้อของมหาวิทยาลัย    คือ การเรียนการสอนและการวิจัย  ในยุคที่มหาวิทยาลัยกำลัง “ออกนอกระบบราชการ” บางสถาบันก็ดึงเอางานวิจัยมาให้ความสำคัญเหนือการเรียนการสอน   แต่ไม่ว่าจะสลับอันดับความสำคัญกันอย่างไร ทั้งสองหน้าที่หลักนี้ก็มีปัญหาครับ

เมื่อพูดถึงงานวิจัย มันเป็นเรื่องแปลกที่ว่า เขามักจะสนใจแต่เรื่องไกลตัว  แต่ไม่ค่อยสนใจศึกษาวิจัยเพื่อแก้ปัญหาภายในมหาวิทยาลัยของตนเอง นอกจากผลงานวิจัยจะไม่ค่อยได้นำมาใช้ประโยชน์กับคนไทยโดยตรงแล้ว กลับปล่อยให้สถาบันของตนเองเป็นแหล่งสะสมปัญหาอีกต่างหาก

อาจารย์นิธิ เอี่ยวศรีวงศ์ เคยตั้งข้อสังเกตว่า ผลงานดังๆในสังคมไทย   ไม่ว่าจะเป็น เครือข่ายขายตรง  แชร์แม่ชะม้อย  ชีวจิต หรือโครงการหลักประกันสุขภาพที่เรียกกันติดปากกว่า ๓๐ บาทรักษาทุกโรค  หรือน้ำมันไบโอดีเซล  ก็ล้วนแต่ไม่ใช่ผลงานและไม่ใช่ความคิดริเริ่มของชาวมหาวิทยาลัยใดในประเทศไทยเลย

เมื่อพูดถึงการเรียนการสอน คุณวิจักขณ์  พานิช  วิศวกรหนุ่มที่หันมาสนใจเรื่องชีวิตและจิตใจ ได้ให้ทัศนะ(ในเว็บไซต์ประชาไท) ว่า  การศึกษาของคนเราควรจะเน้นการฝึกฝนตนเองให้ครบทั้ง ๓ ด้าน คือ (๑) ด้านวิชาชีพซึ่งเป็นด้านที่เราเรียนๆ สอนๆ กันอยู่  (๒) ด้านการยอมรับสิทธิและภูมิปัญญาของผู้อื่น  และ (๓) ด้านที่เกี่ยวกับการจัดการกับความทุกข์ ความเจ็บปวดที่เราได้รับ  ถ้าขยายความให้ถึงที่สุดก็คือการรู้จักเผชิญหน้ากับความตายของตัวเรานั่นเอง

การเรียนการสอนในมหาวิทยาลัยในประเทศไทย ได้ละเลยเรื่องของสองด้านหลังนี้มาตลอด  นักศึกษาบางคนเพียงแค่สอบตกหนึ่งรายวิชาก็ฆ่าตัวตายแล้ว คนไทยจำนวนมากไม่รู้จักฟังผู้อื่น แม้พิธีกรรายการทีวีบางคนก็แย่งคนอื่นพูด ฟังคนอื่นไม่เป็นโดยไม่รู้ตัว กรณีฆ่าหมู่ ๘ ศพที่หาดใหญ่ เป็นตัวอย่างที่ฟ้องให้เห็นปัญหาการละเมิดสิทธิและความไม่รู้จักการอดทนอดกลั้นได้ต่อปัญหาต่างๆได้เป็นอย่างดี

วิชา “วิทยาเขตสีเขียว” จึงถูกออกแบบมาเพื่ออุดช่องโหว่สองประการที่ว่ามาแล้ว คือ (๑) ให้นักศึกษาฝึกหัดทำวิจัยเรื่องใกล้ตัวที่อยู่ในวิทยาเขตของตนเอง โดยใช้วิทยาเขตเป็น “ห้องปฏิบัติการ” และ (๒) ให้นักศึกษาฝึกการทำงานเป็นทีม รู้จักรับฟังความคิดเห็นของผู้อื่น การเขียนรายงานและการนำเสนอและเผยแพร่ผลงานวิจัยของตน

สำหรับปัญหาในวิทยาเขต ได้แก่ปัญหาความเป็นอยู่ในหอพัก ความสะอาดของอาหาร ห้องส้วม ปัญหาความเครียดจากการเรียน ปัญหาตารางสอนที่บางคนต้องเรียน ๔-๕ ชั่วโมงติดกัน  รวมทั้งปัญหาที่เป็นส่วนรวมมากขึ้น เช่น การประหยัดพลังงาน น้ำดื่ม การจราจร   การประหยัดกระดาษ  เป็นต้น
ในช่วงต้นของการเรียน นักศึกษาจะช่วยกันระดมปัญหาที่ตนกำลังประสบอยู่  แล้วหาสาเหตุและแนวทางแก้ไขตามกระบวนการวิจัยทั้งทางวิทยาศาสตร์และสังคมศาสตร์  ผลงานที่น่าสนใจก็จะถูกนำมาขยายผลเพื่อเสนอต่อสังคมและผู้บริหารมหาวิทยาลัยต่อไป

นอกจากนี้เรายังเชิญบุคคลภายนอกที่มีผลงานเป็นที่น่าสนใจมาบรรยายให้นักศึกษาฟัง  ทั้งที่เป็นนักวิจัย (ศ.ดร.เวคิน นพนิตย์) นักกิจกรรมสังคม (อาจารย์ขวัญสรวง  อติโพธิ,   คุณธารา บัวคำศรี ผู้ประสานงานกรีนพีช)   เกษตรกรปลอดสารพิษ (อาจารย์ภานุ  พิทักษ์เผ่า) รวมทั้งนักพัฒนาจากองค์กรเอกชน (คุณบรรจง  นะแส) เป็นต้น

๓. สิ่งที่นักศึกษาค้นพบและร่วมผลักดันขยายผล  

นับตั้งแต่เปิดสอนมาได้ ๓ ปีการศึกษา รวม ๖ ภาคการศึกษา  นักศึกษาได้เรียนวิชานี้แล้วประมาณ ๑, ๕๐๐ คน   มีงานวิจัยรวมกันเกือบ ๒๐๐ ชิ้น  

ถ้าถามว่า ผลงานเหล่านี้มีคุณภาพดีพอที่จะเผยแพร่ให้สาธารณะได้ไหม  ก็ต้องยอมรับการตามตรงแหละครับว่า ผลการศึกษาจำนวนมากยังมีปัญหาเรื่องคุณภาพของการศึกษาเอง ไม่ว่าจะเป็นกระบวนการใช้เหตุผล การสรุปผลและการเขียน ที่คณาจารย์ที่ร่วมสอนจำนวน ๑๔ ท่านไม่สามารถดูแลได้อย่างทั่วถึง    นี่อาจจะเป็นข้อแก้ตัวที่ตื้นเกินไปของผู้สอน อย่างไรก็ตามนักศึกษาคณะวิทยาศาสตร์ทุกคนจะต้องลงเรียนวิชาโครงงานในชั้นปีที่ ๔ ตามความถนัดในภาควิชาของตนเองอีกครั้งหนึ่ง

ในที่นี้ ผมขอนำผลการศึกษาในวิชาวิทยาเขตสีเขียวมาเล่าให้ท่านฟังอย่างย่อๆ สัก ๒ -๓ ชิ้น  วัตถุประสงค์ของวิชานี้ ไม่ได้หยุดอยู่ที่รายงานเป็นเล่มที่นักศึกษานำส่งเพียงอย่างเดียว  แต่เราจะพยายามนำมาขยายผลเพื่อให้ผู้บริหารมหาวิทยาลัยได้นำไปใช้ประโยชน์ในการปรับปรุงพัฒนามหาวิทยาลัยต่อไป

เรื่องแรกเป็นเรื่องการจัดตารางสอนครับ  เริ่มต้นจากเสียงบ่นของนักศึกษาบางคนว่า ระยะเวลาที่พักระหว่างคาบๆละ ๑๐ นาทีนั้น ไม่เพียงพอที่จะให้นักศึกษาเดินจากอาคารหนึ่งไปอีกอาคารหนึ่งได้ทันเวลา นักศึกษาบางคนประชดว่า “ต่อให้เหาะไปก็ยังไม่ทันเลยคะ”

หลังจากได้วิเคราะห์ข้อมูลในภาพรวมที่เกี่ยวข้องก็พบว่า มีความเป็นไปได้ที่จะให้ช่วงพักระหว่างคาบเพิ่มเป็น ๓๐ นาที  และจากที่เคยเรียนคาบละ ๕๐ นาที ก็เพิ่มเป็นคาบละ ๙๐ นาที  หากสามารถกระทำดังนี้ได้ ก็สามารถลดการเดินทางหรือการจราจรลงได้ถึงประมาณ ๓๐%

ผมเองได้เขียนบทความเพื่อเสนอแนวคิดนี้ต่อชาววิทยาเขตทั้งหมดมานานเป็นปีแล้ว  ในที่สุดทางผู้บริหารมหาวิทยาลัยก็ได้ตั้งคณะทำงานขึ้นมาคิดเรื่องนี้ชุดหนึ่งโดยมีผมเองร่วมอยู่ด้วย

ขณะนี้คณะทำงานชุดนี้ยังไม่ได้ข้อสรุปที่ชัดเจน แต่ผู้บริหารท่านหนึ่งได้กล่าวว่า “ผู้บริหารเชื่อแล้วว่ามีปัญหา (convinced) แต่ขอให้คณะทำงานศึกษาในรายละเอียดต่อไป”

นอกจากนี้ จากข้อมูลที่มีอยู่ ทำให้ผมค้นพบว่า ในวิทยาเขตหาดใหญ่ เราใช้ห้องเรียนตั้งแต่ช่วง ๘.๐๐ ถึง ๑๗.๐๐ น. เพียงร้อยละ ๕๕ ของทั้งหมดเท่านั้น ซึ่งถือว่าเป็นการใช้งานที่ค่อนข้างน้อย ในขณะเดียวกันเราก็ของบประมาณของประชาชนมาสร้างอาคารเรียนเพิ่มเอาๆจนแทบจะไม่มีที่จะให้คนเดินอยู่แล้ว

นี่คือปัญหาที่เกิดจาก “มหาวิทยาลัยไม่วิจัยเรื่องตัวเอง แต่ชอบวิจัยเรื่องไกลตัว”    

เรื่องที่สอง  เป็นเรื่องการประหยัดไฟฟ้า ในแต่ละปีทั้งวิทยาเขต(ซึ่งมีโรงพยาบาลรวมอยู่ด้วย)ได้ใช้ไฟฟ้าคิดเป็นเงินปีละประมาณ ๑๕๐ ล้านบาท ทางมหาวิทยาลัยก็ได้พยายามรณรงค์ให้คนช่วยกันลดการใช้ไฟฟ้า โดยส่วนหนึ่งบอกว่า “ปิดไฟดวงที่ไม่ได้ใช้”  แต่จะปิดได้อย่างไร ในเมื่อเปิด-ปิดสวิทซ์หนึ่งตัว แต่ไฟฟ้าสว่างไป ๑๐-๒๐ หลอด

นักศึกษากลุ่มหนึ่ง (โดยได้รับคำแนะนำจากอาจารย์ท่านหนึ่ง) ได้ศึกษาพบว่า ควรจะนำสวิทซ์ไฟแบบกระตุกมาใช้   ดวงไหนที่ไม่ใช้ก็กระตุกให้มันดับเสีย

นักศึกษาไปค้นมาได้ว่า ถ้านำสวิทซ์กระตุก(ราคา ๓๐ บาท) มาใช้ก็จะสามารถประหยัดไฟฟ้าได้และคุ้มทุนภายในเวลา ๒ เดือนเท่านั้น  ขณะนี้ทางผู้อำนวยการกองอาคารและสถานที่ได้คิดจะนำสวิทซ์กระตุกมาติดประมาณ ๑ พันตัว  ผลจะเป็นอย่างไร ผมจะนำมาเล่าต่อไปครับ

เรื่องที่สามครับ  เรื่องน้ำดื่มในคณะวิทยาศาสตร์ นักศึกษาค้นพบว่า (๑) เครื่องกรองน้ำหลายตัวทำให้น้ำมีสนิมมากขึ้นกว่าเดิม (คือน้ำก่อนเข้าเครื่องมีสนิมน้อยกว่าน้ำที่ออกมาจากเครื่องกรอง) เนื่องจากไม่ได้เปลี่ยนไส้กรองมานาน  และ (๒) จากการสำรวจตัวอย่างพบว่าโดยเฉลี่ยนักศึกษาและบุคลากรต้องซื้อน้ำขวดดื่มวันละ ๑.๓ ขวดต่อคนหรือ ๑๐ บาทต่อคน  ถ้าคิดทั้งคณะก็ประมาณ ๖ ล้านบาทต่อปี

คำถามก็คือว่า ผู้บริหารจะคิดเรื่องนี้อย่างไรกับเงินจำนวนมากและขวดพลาสติกที่ก่อปัญหามลพิษและภาวะโลกร้อน

ผมเองในฐานะอาจารย์ที่ปรึกษาพยายามขอร้องให้นักศึกษาทำจดหมายเสนอแนะต่อผู้บริหารทันที แต่กว่านักศึกษาจะยอมทำก็ต้องพูดกันหลายรอบ เพราะพวกเขาเกรงว่าเจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบตัวเล็กๆ จะเดือดร้อน

๔. ความรู้สึกของนักศึกษาบางคน

ในแต่ละภาคการศึกษา ทางมหาวิทยาลัยบังคับให้นักศึกษาแสดงความคิดเห็นเพื่อจะได้มีการปรับปรุงวิชานี้ให้ดีขึ้น  ที่ผ่านมาหากสิ่งใดมีเหตุผลเราก็ปรับปรุงแก้ไข  สำหรับในภาคการศึกษาที่ผ่านมา เรามีข้อสอบให้นักศึกษาแสดงความคิดเห็น  ต่อไปนี้เป็นความเห็นของนักศึกษาบางคน  แม้ว่านักศึกษาไม่มีความอิสระในการแสดงความเห็น(เพราะมีคะแนนให้) แต่เนื้อหาก็คงสะท้อนอะไรได้บ้าง ดังนี้ครับ

20080318 ภาพประกอบ (1)

20080318 ภาพประกอบ (2)

20080318 ภาพประกอบ (3)

๕. สรุป

นอกจากแนวคิดของวิชาวิทยาเขตสีเขียวจะเน้นการศึกษาเพื่อการพัฒนาคุณภาพชีวิตทั้งภายในจิตใจของผู้เรียนและเน้นการมีส่วนร่วมในการแก้ปัญหารอบๆตัวนักศึกษาตามคำขวัญที่ว่า “ห่วงใยโลกกว้าง สรรค์สร้างท้องถิ่น” แล้ว เรายังมีความเชื่อว่า คนกลุ่มเล็กๆก็สามารถก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่ยิ่งใหญ่ได้ หากมีการศึกษาอย่างดีและรู้จักการสื่อสารออกสู่สังคมวงกว้างได้อย่างมีประสิทธิภาพ

หากมีความคืบหน้าใดๆ ผมจะนำมาเล่าอีกครับ

บล็อกของ ประสาท มีแต้ม

ประสาท มีแต้ม
เมื่อวันที่ 10 สิงหาคม 2551 สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย ได้จัดเวทีเสวนาเรื่อง "9 คำถามคาใจ กรณี ปตท." ซึ่งเป็นประเด็นที่ประชาชนให้ความสนใจมาหลายปีนับตั้งแต่การแปรรูปเมื่อเดือนตุลาคมปี 2544 เวทีเสวนาประกอบด้วย ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่สื่อสารองค์กรและกิจการเพื่อสังคม  บมจ. ปตท. (คุณสรัญ รังคสิริ)  เลขาธิการมูลนิธิเพื่อผู้บริโภค (คุณสารี อ๋องสมหวัง) ดำเนินรายการโดยคุณวันชัย ตันติวิทยาพิทักษ์  บรรณาธิการนิตยสารสารคดี นอกจากนี้ยังมีนักวิชาการและประธานกรรมการบริหารบริษัทหลักทรัพย์ภัทรด้วย นักข่าวของ “ประชาไท” รายงานว่า “…
ประสาท มีแต้ม
นายทหารยศพันตรีท่านหนึ่ง (พ.ต.รัฐเขต แจ้งจำรัส) ได้ออกมาให้ข้อมูลกับประชาชนผ่านเวทีพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยว่า “ปิโตรเลียมซึ่งได้แก่น้ำมันและก๊าซธรรมชาติใต้แผ่นดินไทยทั้งบนบกและในทะเลทั้งหมดมีมูลค่าถึง 100 ล้านล้านบาท” เงินจำนวน 100 ล้านล้านบาท(ล้านสองครั้ง)นี้ ถ้าเอามาจัดสรรเป็นงบประมาณแผ่นดินในปีปัจจุบันก็จะได้ประมาณ 62 ปี เพราะงบประมาณปีหน้า (2552) มีประมาณ 1.6 ล้านล้านบาท ข้อมูลที่นายทหารผู้นี้นำเสนอล้วนเป็นข้อมูลของทางราชการที่เข้าใจยาก กระจัดกระจาย แต่ท่านได้นำมารวบรวม วิเคราะห์ แล้วสรุปให้ประชาชนธรรมดาสามารถเข้าใจได้ง่าย…
ประสาท มีแต้ม
1. ความเดิม จากปัญหาที่ผู้บริหารทั้งระดับผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่และผู้จัดการใหญ่ของ บริษัท ปตท.จำกัด (มหาชน) “อ้าง” หลายครั้งหลายวาระด้วยกันว่า ก๊าซหุงต้มในประเทศไทยขาดแคลน ทาง บริษัท ปตท. จึงได้ออกมาบอกกับสาธารณะในสามประเด็นหลัก คือ (1) เสนอแนะให้รัฐบาลขึ้นราคาหรือลอยตัวราคาก๊าซหุงต้มให้เท่ากับราคาตลาดโลก(2) ในเดือนเมษายนที่ผ่านมาทาง ปตท. ได้นำเข้าก๊าซหุงต้มหรือแอลพีจีแล้วจำนวน2 หมื่นตัน ขณะเดียวกันผู้บริหารระดับสูงสุดอ้างว่าในปีนี้จะมีการนำก๊าซถึง 4 แสนตัน (3) ราคาก๊าซหุงต้มในตลาดโลกตันละเกือบพันเหรียญสหรัฐ แต่ราคาก๊าซในประเทศอยู่ที่ตันละประมาณ 300 เหรียญ…
ประสาท มีแต้ม
1. ประเด็นปัญหา ขณะนี้ บริษัท ปตท. ได้บอกกับประชาชนว่าก๊าซหุงต้มหรือที่เรียกกันในวงการว่าก๊าซแอลพีจี (Liquefied petroleum gas) ในประเทศไทยกำลังขาดแคลน และได้แนะนำให้รัฐบาลขึ้นราคาก๊าซชนิดนี้ โดยเฉพาะที่ใช้กับรถยนต์ส่วนบุคคลและรถยนต์แท็กซี่ (นายณัฐชาติ จารุจินดา ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ก๊าซธรรมชาติสำหรับยานยนต์ บมจ. ปตท. ให้สัมภาษณ์ผ่านรายการ Hard Topic ทาง Money Channel , 7 กรกฎาคม 2551) นอกจากนี้นายประเสริฐ บุญสัมพันธ์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท.กล่าวว่า “ความต้องการใช้ก๊าซหุงต้ม (แอลพีจี) ที่เพิ่มขึ้น ทำให้ปีนี้ต้องนำเข้าแอลพีจี 4 แสนตัน” (ไทยรัฐ 11 กรกฎาคม 2551)
ประสาท มีแต้ม
1. คำนำและปัญหา ขณะนี้ได้มีการเรียกร้องให้สังคมมาร่วมกันสร้าง “การเมืองใหม่” บทความนี้จะยังไม่เสนอกระบวนการที่จะนำไปสู่การเมืองใหม่ แต่จะมองว่าการเมืองใหม่ควรจะมีหน้าตาเป็นอย่างไร พร้อมนำเสนอตัวอย่างที่เป็นจริงเพื่อให้เราได้เห็นทั้งแนวคิดและหน้าตาของการเมืองใหม่ชัดเจนขึ้น สังคมในการเมืองใหม่ควรจะเป็นสังคมที่ ผู้คนมีศักดิ์ศรี พึ่งตนเองได้ ทุกคนมีงานทำ มีความสุข การบริหารบ้านเมืองต้องโปร่งไส ตรวจสอบได้และ ปราศจากการคอร์รัปชัน ในที่นี้จะขอนำเสนอนโยบายและรูปธรรมด้านพลังงาน ทั้งนี้เพราะเรื่องพลังงานเป็นเรื่องใหญ่มาก กล่าวคือทุกๆ 100 บาทของรายได้ของคนไทย ต้องจ่ายไปกับค่าพลังงานถึง 18 บาท…
ประสาท มีแต้ม
ในขณะที่คนทั่วโลกกำลังเดือดร้อนกับราคาน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้นเป็นประวัติการณ์  แต่ผลกำไรของบริษัทน้ำมันขนาดยักษ์ของโลกกลับเพิ่มสูงขึ้นกว่าปีที่ผ่านมา มันช่างฝืนความรู้สึกในใจของมนุษย์ธรรมดาๆ ที่คิดว่า “เออ! เมื่อสินค้าราคาสูงขึ้น เขาน่าจะลดกำไรลงมามั่ง เพื่อไม่ให้ผู้บริโภคเดือดร้อนมากนัก”   แต่มันกลับเป็นตรงกันข้าม คือเพิ่มกำไรมากกว่าเดิม  โดยไม่สนใจใยดีกับเพื่อนร่วมโลกในขณะที่ผู้มีรายได้น้อยอย่างกรรมกรได้สะท้อนออกมาในวันแรงงานแห่งชาติว่า “ค่าครองชีพแพง แต่ค่าแรงเท่าเดิม”บทความนี้จะนำเสนอทั้งข้อมูลและความคิดเห็นใน 4 เรื่องต่อไปนี้ คือ (1)…
ประสาท มีแต้ม
๑.คำนำเมื่อ ๗ ปีก่อน  คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ได้คิดวิชาใหม่ขึ้นมาหนึ่งรายวิชา หากคำนึงถึงแนวคิด เนื้อหาและกระบวนการเรียนการสอนแล้ว อาจถือว่าได้วิชานี้เป็นวิชาแรกในประเทศไทยก็น่าจะได้  ผมจึงอยากจะเล่าให้ท่านผู้อ่านที่เป็นผู้จ่ายภาษีมาตลอดได้รับทราบครับ ด้วยขั้นตอนตามระเบียบของมหาวิทยาลัย เราได้เริ่มลงมือเปิดสอนจริงเมื่อ ๓ ปีมาแล้ว รายวิชานี้ชื่อว่า “วิทยาเขตสีเขียว (Greening the Campus)”  เป็นวิชาบังคับสำหรับนักศึกษาชั้นปีที่สามทุกคน เรื่องที่จะนำมาเล่าอย่างสั้นๆ นี้ ได้แก่ แนวคิด เนื้อหา กระบวนการเรียนการสอน  สิ่งที่นักศึกษาค้นพบและร่วมผลักดันขยายผล…
ประสาท มีแต้ม
ผมว่างเว้นจากการเขียนบทความมานานกว่าสองเดือนแล้ว จนอันดับบทความของผมที่เรียงตามเวลาที่เขียนในเว็บไซต์ “ประชาไท” ตกไปอยู่เกือบสุดท้ายของตารางแล้ว สาเหตุที่ไม่ได้เขียนเพราะผมป่วยเป็นโรคที่ทันสมัยคือ “โรคคอมพิวเตอร์กัด” ครับ มันมีอาการปวดแสบปวดร้อนไปทั่วทั้งหลัง พอฝืนทนเข้าไปทำงานอีกไม่เกินห้านาทีก็ถูก “กัด” ซ้ำอีก ราวกับมันมีชีวิตแน่ะที่นำเรื่องนี้มาเล่าก่อนในที่นี้ไม่ใช่อยากจะเล่าเรื่องส่วนตัว แต่อยากนำประสบการณ์ที่ผิดๆ ของผมมาเตือนท่านผู้อ่านโดยเฉพาะคนที่อยู่ในวัยหนุ่มสาว ท่านผู้อ่านที่สนใจจะเก็บเรื่องของผมไปเป็นบทเรียน…
ประสาท มีแต้ม
ผมเองไม่ใช่นักกฎหมาย แต่ได้ให้ความสนใจอย่างจริงจังในประเด็นพลังงานทั้งเรื่อง ปตท. และการไฟฟ้า ทั้งการเคลื่อนไหวเรื่องพลังงานหมุนเวียนมานานกว่า 10 ปีหลังคำพิพากษาของศาลปกครองสูงสุด (14 ธันวาคม) ในอีก 2 วันทำการต่อมารัฐบาลก็ได้ผ่านมติวิธีการจัดการรวมทั้งการคิดค่าเช่าท่อก๊าซฯให้เป็นไปตามคำพิพากษาของศาล โดยใช้เวลาพิจารณาเพียง 10 นาที สร้างความกังขาให้กับสังคมไทยเป็นอย่างมากประเด็นที่ผมสนใจในที่นี้มี 3 เรื่องดังต่อไปนี้หนึ่ง คำพิพากษาของศาลฯที่ว่า “การใช้อำนาจมหาชนของรัฐ” ในกรณีการก่อสร้างท่อส่งก๊าซธรรมชาตินั้นควรจะครอบคลุมไปถึงไหน  ในฐานะที่ไม่ใช่นักกฎหมาย…
ประสาท มีแต้ม
เรื่องราวที่ผมจะนำมาเล่าในที่นี้  ไม่ใช่เรื่องเทคนิคทางไฟฟ้า ไม่ใช่เรื่องการประหยัดพลังงานไฟฟ้าเพียงอย่างเดียว  แต่เป็นเรื่องของประสบการณ์การทำงานเชิงสังคมที่น่าสนใจของตัวผมเอง  ผมคิดว่าเรื่องนี้มีคุณค่าพอที่ผู้อ่านทั่วไปตลอดจนกลุ่มเพื่อนพ้องที่มุ่งมั่นทำงานเพื่อสังคม โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกระบวนการสีเขียว เพื่อสิ่งแวดล้อม เพื่อความเป็นธรรมและเพื่อนสันติภาพของโลก  จริงๆนะครับ ผมไม่ได้โม้ผมขอเริ่มเลยนะครับเราเคยสังเกตไหมครับว่า สวิทซ์ไฟฟ้าในที่ทำงานของเรา โดยเฉพาะที่เป็นสถานที่ราชการ เวลาเราเปิดสวิทซ์ ไฟฟ้าจะสว่างไปหลายดวง หลายจุดเป็นแถบๆ  ยิ่งเป็นที่สาธารณะ เช่น สำนักงาน…
ประสาท มีแต้ม
1. ความในใจผมขอพักเรื่องนโยบายสาธารณะด้านพลังงานซึ่งเป็นเรื่องใหญ่และสำคัญมากๆ สำหรับประเทศไทยและชาวโลกไว้ชั่วคราวครับ  ในบทความนี้ผมขอนำเรื่องภายในมหาวิทยาลัยที่ผมทำงานอยู่มาเล่าสู่กันฟังมันไม่ใช่เรื่องไกลตัวสำหรับผู้อ่าน  แต่มันสะท้อนให้เห็นถึงปัญหาในระบบราชการไทยที่ไม่ยอมเปลี่ยนแปลงแม้ว่าสถานการณ์ได้เปลี่ยนไปมากแล้ว  นอกจากนี้ผมมีเรื่องวิชาใหม่ที่คาดว่าเป็นวิชาแรกในประเทศไทยคือวิชา “ชุมชนมหาวิทยาลัยสีเขียว (Greening the campus)”…
ประสาท มีแต้ม
การแปรรูป ปตท. คือการปล้นประชาชน! ในช่วง ๓-๔ ปีที่ผ่านมา ในขณะที่ประชาชนชาวไทยทั้งประเทศกำลังเดือดร้อนกับราคาน้ำมันที่เพิ่มสูงขึ้นเกือบสองเท่าตัว แต่บริษัทน้ำมันต่างๆในประเทศไทยกลับมีกำไรเพิ่มสูงขึ้นมากกว่านั้นในบทนี้ จะกล่าวถึงกิจการของบริษัท ปตท. จำกัดมหาชน และบริษัทอื่นๆบ้าง โดยย่อๆ เป็นข้อๆ ดังต่อไปนี้๑. บริษัท ปตท. จำกัด มหาชน ได้แปรรูปมาจาก การปิโตรเลียมแห่งประเทศไทย เมื่อ พ.ศ. ๒๕๔๔  ตอนเริ่มต้นการแปรรูป กระทรวงการคลังถือหุ้น ๖๙% ปัจจุบันเหลือเพียง ๕๒.๔๘%ดังนั้น กำไรของ ปตท. ซึ่งเดิมเคยตกเป็นของรัฐทั้งหมด ๑๐๐% ก็จะเหลือเพียงตามสัดส่วนที่รัฐถือหุ้น  คงจำกันได้นะครับว่า หุ้น ปตท…