Skip to main content

1. คำนำ


เมื่อราคาน้ำมันลดลงมาจากลิตรละราว 40 บาทจากเมื่อ 4-5 เดือนก่อนมาอยู่ที่ราว ๆ 20 บาท ทำให้คนไทยเราก็รู้สึกสบายใจ บางคนถึงกับกล่าวว่า “ตอนนี้จะไปไหนมาไหนก็ไม่ค่อยได้คิดมากเหมือนเมื่อก่อนแล้ว”


ในยุคที่การเมืองที่เต็มไปด้วยการฉ้อราษฎร์บังหลวง ผู้บริโภคจะพอใจอยู่กับตัวเลขที่อิงอยู่กับความรู้สึกเช่นนี้เพียงอย่างเดียวคงไม่ได้ เราจะต้องลุกขึ้นมาช่วยกันตรวจสอบ ถามหาความความเป็นธรรม ความพอดีอยู่ตลอดเวลา


เมื่อพูดถึงความรู้สึกที่สบายใจขึ้นของคนไทยในขณะนี้ ทำให้ผมนึกเรื่อง “นัสรูดิน” ชายชาวอาหรับโบราณที่คนรุ่นหลังยังตัดสินไม่ได้ว่า เขาเป็นคนเฉลียวฉลาดหรือคนโง่กันแน่

วันหนึ่งเมื่อเพื่อนบ้านมาขอคำปรึกษาว่า “จะทำอย่างไรดีกับบ้านของตนเองที่คับแคบและมีกลิ่นอับ”


นัสรูดินแนะนำว่า “ให้เอาแพะไปล่ามไว้ในบ้าน” เพื่อนบ้านก็ทำตาม แต่แล้ววันรุ่งขึ้นก็กลับมาร้องอีกว่า “ยังไม่ดีขึ้น” นัสรูดินก็แนะนำเพิ่มเติมว่า “ให้เอาลาเข้าไปเลี้ยงอีกตัว” วันถัดมาก็บอกว่า “ให้เพิ่มม้าเข้าไปอีกตัว”


เพื่อนบ้านผู้เชื่อฟังก็มาร้องขอคำปรึกษาอีกว่า “ไม่ดีขึ้นเลย กลับรุนแรงกว่าเดิม” นัสรูดินก็แนะว่า “งั้นให้เอาม้าออกไป” ความรู้สึกของเพื่อนบ้านก็ค่อย ๆ ดีขึ้น ๆ ทีละวัน ๆ จนวันสุดท้ายที่เอาแพะออกไป เพื่อนบ้านก็รู้สึกว่า “บ้านของตนเองกว้างขึ้น กลิ่นอับก็ลดลง” จึงรู้สึกสบายใจขึ้นมาก


ขณะนี้ ในกรณีราคาน้ำมัน คนไทยเราเป็นเหมือนเรื่องราวที่เล่ามานี้เปี๊ยบเลย


2. ถูกโกงอย่างไร?


ก่อนอื่น เรามาดูส่วนประกอบของราคาน้ำมันที่จำหน่ายตามสถานีบริการน้ำมัน เพื่อให้ง่ายต่อการจดจำ เราจะสนใจเฉพาะราคาน้ำมันดีเซล H-DIESEL (0.035%S) ซึ่งเป็นน้ำมันที่มียอดจำหน่ายมากที่สุด (ประมาณ 42- 43 ล้านลิตรต่อวัน) โดยแบ่งราคาออกเป็น 3 ส่วน คือ

(1) ราคาต้นทุนน้ำมันดิบ ในที่นี้คิดจากราคาน้ำมันหน้าโรงกลั่น ลบด้วยค่าการกลั่นเฉลี่ย (Average Gross Refinery Margin)

(2) ค่าการตลาดของน้ำมันชนิดนี้รวมกับค่าการกลั่นเฉลี่ย เราจะกล่าวว่า ค่านี้คือรายได้ของบริษัทโรงกลั่นและบริษัทค้าน้ำมัน

(3) ค่าภาษีและค่ากองทุน ในที่นี้ได้รวมภาษีสรรพสามิต ภาษีมูลค่าเพิ่ม รวม 6 รายการ สำหรับกองทุนได้แก่กองทุนน้ำมันและกองทุนอนุรักษ์พลังงาน


ผมสุ่มเอาข้อมูลในวันที่ 9 ตุลาคม 2551 พบว่าราคาน้ำมันชนิดนี้ที่ปั๊มน้ำมันในเขตกรุงเทพฯ เท่ากับ 28.14 บาท เมื่อแตกออกเป็น 3 รายการจะได้ ต้นทุนน้ำมันดิบ 18.07 บาท ค่ารายได้ของบริษัท 6.67 บาท ค่าภาษีและกองทุน 3.30 บาท


เมื่อนำมาคิดเป็นร้อยละจะได้ดังแสดงในธนบัตร ดังรูป คือ ต้นทุนน้ำมันดิบ 64% กำไร 24% และ ภาษีและกองทุน 12%



ปัญหาที่เราต้องตั้งคำถามต่อก็คือ สัดส่วนของค่าใช้จ่ายเหล่านี้เป็นธรรมหรือไม่ ทั้งต่อผู้ประกอบการซึ่งหมายถึงบริษัทโรงกลั่นและบริษัทผู้ค้า และต่อผู้บริโภค และถ้าให้ดีกว่านี้ก็ต้องคำนึงถึงภาษีที่เป็นผลประโยชน์ต่อคนไทยทั้งประเทศด้วย


คำตอบคือเราไม่ทราบ เพราะเราไม่ได้อยู่วงการนี้ และไม่รู้ธรรมเนียมปฏิบัติ อย่างไรก็ตาม ปัญหานี้จะหมดไปได้ระดับหนึ่ง เมื่อเรานำไปเทียบกับกิจการเดียวกันของประเทศอื่น ในที่นี้ผมขอเทียบกับประเทศสหรัฐอเมริกาซึ่งมีหน่วยงานที่ศึกษาเรื่องนี้คือ America’s Oil and Natural Gas Industry, The Truth About Oil and Gasoline: An API Primer ซึ่งเพิ่งออกมาเพื่อ 5 ธันวาคม 2551 นี้เอง ผมได้นำภาพมาลงในที่นี้ด้วย



เมื่อคิดราคาเป็นร้อยละ เราพบว่าค่าการตลาดและค่าการกลั่นของไทยสูงกว่าของสหรัฐอเมริกาถึงร้อยละ 7 ถ้าคิดเป็นตัวเงิน โดยใช้ราคาเมื่อวันที่ 3 ธันวาคม 2551 เราพบว่า


ราคาน้ำมันดีเซลที่หน้าปั๊มของสหรัฐอเมริกา (หลังจากปรับอัตราแลกเปลี่ยนแล้ว) อยู่ที่ลิตรละ 25.78 บาท โดยมีต้นทุนน้ำมันดิบอยู่ที่ร้อยละ 41 ของราคาหน้าปั๊ม ในขณะที่น้ำมันเบนซินลิตรละ 16.95 บาท (ต้นทุนน้ำมันดิบอยู่ที่ร้อยละ 62)


สำหรับราคาน้ำมันดีเซลในกรุงเทพฯ พบว่าราคาขายปลีกลิตรละ 21.04 บาท โดยมีค่าการตลาดและค่าการกลั่น(เฉลี่ย) ลิตร 5.52 บาท หรือคิดเป็นร้อยละ 26 ของราคาขายปลีก ในขณะที่น้ำมันเบนซิน 95 ราคาลิตรละ 27.19 บาท โดยมีค่าการตลาดและค่าการกลั่นเฉลี่ยรวมกันเท่ากับ 9.42 บาท หรือ 34.65% ของราคาขายปลีก


มันมากกว่าที่ผมสุ่มมาก่อนนี้เสียอีก


เราอาจจะสงสัยว่า ในทางสากลแล้ว ค่าการกลั่นน้ำมันควรจะเป็นเท่าใดจึงจะเหมาะสม ผมมีเอกสารของ UKPIA (United Kingdom Petroleum Industries Association (ฉบับ 2008) ผมขอคัดลอกมาให้ดูด้วยครับ



จากกราฟพบว่า ในช่วง พ.. 2543 ถึง 2550 ค่าการกลั่นเฉลี่ย ของกลุ่มประเทศยุโรปและประเทศสิงคโปร์ ราคาใกล้เคียงกันมาก คืออยู่ระหว่าง 2 ถึง 6 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ในขณะที่ในสหรัฐอเมริกามีราคาไล่เลี่ยกันมาตลอด แต่ได้กระโดดไปสูงมากไปถึง 13 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ด้วยเหตุผลของพายุเฮริเคนแคททรินา


อ้าว แล้วค่าการกลั่นในบ้านเราละ ผมเลือกสุ่มเอาวันที่ 1 พฤศจิกายน 2550 พบว่า ค่าการกลั่นเฉลี่ยเท่ากับ U$10.98 ต่อบาร์เรล


หลายท่านอาจจะสงสัยว่า ค่าการกลันเฉลี่ยคืออะไร ตอบสั้น ๆ ว่า คือ ราคาเฉลี่ยของผลิตภัณฑ์ทุกชนิดหน้าโรงกลั่นลบด้วยราคาน้ำมันดิบ


3. สรุป


ต้องขอเรียนย้ำอีกครั้งว่า ข้อมูลที่ผมหยิบขึ้นมานี้ บางส่วนเป็นข้อมูลสุ่ม บางส่วนเป็นข้อมูลที่มีการศึกษาอย่างละเอียดแล้ว ผมคิดว่า บทความนี้ได้ตอบโจทย์ที่ผมสงสัยแล้ว ถึงไม่ได้ใช้ข้อมูลทั้งหมด แต่อย่างน้อยก็ได้ความจริงระดับหนึ่ง ว่าคนไทยเราถูกเอาเปรียบถูกค้ากำไรมากเกินไปแล้ว


ถ้าเราต้องการสังคมที่ดีกว่านี้ คุณภาพชีวิตที่ดีกว่านี้ ไม่มีอะไรดีไปกว่า การช่วยกันตรวจสอบตลอดเวลา สุดท้ายนึกประโยคเด็ดขึ้นมาได้ว่า “ตื่นเถิดชาวไทย อย่าหลับใหลลุ่มหลง” กับความรู้สึกว่าน้ำมันราคาถูกลงโดยไม่มีการวิเคราะห์ใด ๆ ครับ


บล็อกของ ประสาท มีแต้ม

ประสาท มีแต้ม
เราเคยสงสัยและตั้งคำถามเสมอมาว่า ทำไมราคาน้ำมันสำเร็จรูป (รวมทั้งราคายางพารา) ในภูมิภาคเอเซียจึงถูกกำหนดจากประเทศสิงคโปร์
ประสาท มีแต้ม
ตลอดช่วงเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา ราคาน้ำมันดิบและราคาน้ำมันที่ปั๊มในบ้านเราได้เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง นักวิเคราะห์บางคนคาดการณ์ว่าสิ้นปีนี้ราคาน้ำมันดิบจะสูงถึง 85 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล โดยที่ราคาเมื่อต้นเดือนมิถุนายนได้ขยับจาก 62 ถึง 68 ภายในเวลาเจ็ดวันเท่านั้น
ประสาท มีแต้ม
1. คำนำ บทความนี้มีวัตถุประสงค์ 3 ข้อ คือ หนึ่ง ให้เห็นตัวเลขค่าใช้จ่ายด้านไฟฟ้าของคนไทยโดยเฉลี่ยซึ่งค่อนข้างสูงเมื่อเทียบกับรายได้ และหากแผนผลิตไฟฟ้าดังกล่าวมีปัญหาแล้วจะส่งผลกระทบต่อผู้ใช้ไฟฟ้าอย่างไร สอง เพื่อเล่าถึงการจัดทำแผนผลิตไฟฟ้าที่ผูกขาดโดย "กลุ่มผู้เชี่ยวชาญ" จำนวนน้อยตลอดมาและจะชี้ให้เห็นถึงบางสิ่งที่ผมคิดว่า "น่าจะไม่ถูกต้อง" สาม หากท่านผู้อ่านได้เห็นปัญหาในข้อสองแล้ว จะได้เห็นความจำเป็นของ "การเมืองภาคประชาชน" ในการตรวจสอบโครงการของรัฐมากขึ้น
ประสาท มีแต้ม
1. คำนำ เพื่อให้ท่านผู้อ่านได้ตัดสินใจว่าจะอ่านบทความนี้ต่อไปหรือไม่ ผมขอนำประเด็นสำคัญมาเสนอก่อน  ประเด็นคือการวางแผนผลิตก๊าซที่ผิดพลาดทำให้คนไทยทุกคนต้องควักเงินในกระเป๋าเพิ่มขึ้น จากรายงานประจำปี 2551 ของบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) พบว่า ในปี 2551 บริษัท ปตท. ต้องจ่ายค่า "ไม่ซื้อก็ต้องจ่าย" ก๊าซจากโครงการไทย-มาเลเซีย (ซึ่งเป็นโครงการสร้างความขัดแย้งมาตั้งแต่รัฐบาลชวน หลีกภัย และทักษิณ ชินวัตร จนถึงปัจจุบัน) เป็นจำนวน 13,716 ล้านบาท
ประสาท มีแต้ม
ในขณะที่วิกฤตเศรษฐกิจโลกที่เริ่มต้นจากถนนวอลล์สตรีทในสหรัฐอเมริกากำลังลุกลามไปอย่างรวดเร็วราวกับลาวาภูเขาไฟไปสู่ทุกถนนของโลก ในภาคใต้ของประเทศไทยโดยหน่วยงานของรัฐและการนิคมอุตสาหกรรมก็กำลังดำเนินการให้มีแผนพัฒนาภาคใต้ด้วยโครงการต่าง ๆ มากมาย ทั้งโดยเปิดเผยและแอบแฝง ตัวอย่างของโครงการเหล่านี้ได้แก่ นิคมอุตสาหกรรมปิโตรเคมี ในจังหวัดนครศรีธรรมราช โครงการอุตสาหกรรมเหล็กต้นน้ำ จังหวัดชุมพรและสุราษฎร์ธานี โครงการขุดเจาะน้ำมันของบริษัทเซฟรอน ที่นครศรีธรรมราช ตลอดจนโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ถึง 3 โรง นอกจากนี้ยังมีนิคมอุตสาหกรรมที่จังหวัดตรัง และท่าเทียบเรือน้ำลึกในจังหวัดสงขลาและอีกหลายจังหวัด…
ประสาท มีแต้ม
  เมื่อวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2552 กระทรวงพลังงานในฐานะผู้รับผิดชอบหรือจะเรียกว่าผู้จัดทำแผนผลิตไฟฟ้าเองได้จัดรับฟังความคิดเห็นของประชาชนเพื่อปรับปรุง "แผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้า" ในช่วงปี 2551 ถึง 2564 ซึ่งเป็นแผนที่ได้จัดทำไว้ก่อนปี 2551 ในการรับฟังครั้งนี้ก็เพื่อจะได้ปรับปรุงเป็นครั้งที่ 2 สาเหตุที่ต้องปรับปรุงก็เพราะปัญหาเศรษฐกิจถดถอยทั้งในระดับโลกและในระดับประเทศไทยด้วยนักวิชาการอิสระด้านพลังงานที่ไม่ใช่ข้าราชการของกระทรวงพลังงานก็ได้ออกมาแสดงความคิดเห็นที่น่าสนใจหลายอย่าง ขณะเดียวกันกลุ่มชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบจากโรงไฟฟ้าก็ได้ตั้งคำถามพร้อมแผ่นผ้าด้วยข้อความสั้น ๆ แต่เข้าใจง่ายว่า "…
ประสาท มีแต้ม
คำนำ เมื่อธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ประสบปัญหาขายไม่ได้เนื่องจากได้รับผลกระทบจากวิกฤติเศรษฐกิจของโลก นักการเมืองรวมทั้งว่าที่รัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องก็ได้เสนอมาตรการลดหย่อนภาษีค่าโอนบ้าน โดยจะเริ่มต้นตั้งแต่ปี 2552 เป็นต้นไป ผมขออนุญาตไม่แสดงความคิดเห็นในประเด็นดังกล่าวข้างต้น แต่ขอใช้หลักคิดเดียวกันนี้เพื่อตั้งคำถามว่า ทำไมรัฐบาลจึงไม่ใช้มาตรการทางภาษีเพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการพืชน้ำมันซึ่งได้แก่ ไบโอดีเซล และแก๊สโซฮอล์ ซึ่งโยงใยเกี่ยวเนื่องกันตั้งแต่เจ้าของโรงงานจนถึงเกษตรกรผู้ปลูกพืชน้ำมัน ( ปาล์มน้ำมัน อ้อย ฯลฯ ) เหล่านี้บ้างเล่า?
ประสาท มีแต้ม
1. คำนำ เมื่อราคาน้ำมันลดลงมาจากลิตรละราว 40 บาทจากเมื่อ 4-5 เดือนก่อนมาอยู่ที่ราว ๆ 20 บาท ทำให้คนไทยเราก็รู้สึกสบายใจ บางคนถึงกับกล่าวว่า “ตอนนี้จะไปไหนมาไหนก็ไม่ค่อยได้คิดมากเหมือนเมื่อก่อนแล้ว” ในยุคที่การเมืองที่เต็มไปด้วยการฉ้อราษฎร์บังหลวง ผู้บริโภคจะพอใจอยู่กับตัวเลขที่อิงอยู่กับความรู้สึกเช่นนี้เพียงอย่างเดียวคงไม่ได้ เราจะต้องลุกขึ้นมาช่วยกันตรวจสอบ ถามหาความความเป็นธรรม ความพอดีอยู่ตลอดเวลา เมื่อพูดถึงความรู้สึกที่สบายใจขึ้นของคนไทยในขณะนี้ ทำให้ผมนึกเรื่อง “นัสรูดิน” ชายชาวอาหรับโบราณที่คนรุ่นหลังยังตัดสินไม่ได้ว่า เขาเป็นคนเฉลียวฉลาดหรือคนโง่กันแน่…
ประสาท มีแต้ม
1. คำนำ ก่อนจะเริ่มต้นเนื้อหา เรามาดูรูปการ์ตูนสนุก ๆ แต่บาดใจและอาจจะบาดตากันก่อนครับ ความหมายในภาพนี้ ไม่มีอะไรมาก นอกจากบอกว่านี่ไงหลักฐานที่พิสูจน์ว่าโลกเราร้อนขึ้นจริง สำหรับภาพนี้บอกว่า ผลการศึกษาพบว่าอุณหภูมิของน้ำในมหาสมุทรสูงขึ้น นักวิชาการ (และนักการเมือง) กำลังระดมกันแก้ปัญหาอย่างขยันขันแข็ง ขอขอบคุณเจ้าของภาพทั้งสองด้วย คราวนี้มาเข้าเรื่องกันครับ ขณะที่โลกของเรากำลังเผชิญกับวิกฤตการณ์ครั้งสำคัญ 4 ด้านพร้อม ๆ กัน คือ (1) วิกฤติภาวะโลกร้อน (2) วิกฤติพลังงานที่ทั้งขาดแคลน ราคาแพง ผูกขาดและก่อวิกฤติด้านอื่น ๆ (3) วิกฤติการเงินที่เพิ่งจะเกิดขึ้นหยก ๆ…
ประสาท มีแต้ม
คำนำ “...เวลานี้สังคมไทยมีอาการป่วยอย่างร้ายที่สุด คือ ป่วยทางปัญญา ขอให้พิจารณาดูเถิด เวลานี้ปัญหาสุขภาวะที่น่ากลัวที่สุดคือ ความป่วยทางปัญญา...” พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ. ปยุตโต) มีนาคม 2551 ท่ามกลางกระแสการคิดค้นเรื่อง “การเมืองใหม่” ซึ่งขณะนี้สังคมบางส่วนเริ่มเห็นภาพราง ๆ บ้างแล้วว่ามันเป็นอย่างไร แต่ยังไม่มีความชัดเจนมากนักว่า สังคมไทยจะก้าวไปสู่สภาพนั้นได้อย่างไร และสมมุติว่าเราสามารถเข้าไปสู่สภาพนั้นได้จริง ๆ แล้ว เราจะรักษาและพัฒนาการเมืองใหม่ให้ดียิ่งๆ ขึ้นไปอีกได้อย่างไร ในที่นี้ ผมจะขออนุญาตนำเสนอหลักการพื้นฐานมาใช้ตอบคำถามดังกล่าว ผมเรียกหลักการนี้ว่า “กฎ 3…
ประสาท มีแต้ม
เมื่อต้นเดือนเมษายน 2551 หนังสือพิมพ์หลายฉบับได้ลงข่าวว่า "พลังงานเผยไทยผลิตน้ำมันดิบสูงกว่าบรูไน คุยทดแทนนำเข้าปีนี้มหาศาล" (ไทยรัฐ 2 เมษายน 2551)    สาเหตุที่ผู้ให้ข่าวซึ่งก็คือข้าราชการระดับสูงของกระทรวงพลังงานได้นำประเทศไทยไปเทียบกับประเทศบรูไน ก็น่าจะเป็นเพราะว่าคนไทยเราทราบกันดีว่าประเทศบรูไนเป็นประเทศส่งออกน้ำมันรายหนึ่งของภูมิภาคนี้ ดังนั้นเมื่อประเทศไทยเราผลิตน้ำมันดิบได้มากกว่าก็น่าจะทำให้คนไทยเราหลงดีใจได้บ้าง  นาน ๆ คนไทยเราจะได้มีข่าวที่ทำให้ดีใจสักครั้ง   หลังจากอ่านข่าวนี้แล้ว ผมก็ได้ค้นหาความรู้เพิ่มเติมจากอินเทอร์เน็ตก็พบว่า…
ประสาท มีแต้ม
1. คำนำ ขณะนี้มีผู้คนจำนวนหนึ่งกำลังครุ่นคิดถึง "การเมืองใหม่" ซึ่งยังไม่เป็นที่แน่ชัดนักว่ามันคืออะไรกันแน่ ทราบแต่ว่า "การเมืองเดิม" ซึ่งก็คือการเมืองแบบตัวแทน (representative democracy) กำลังมีปัญหาหลายอย่างและรุนแรงขึ้นทุกขณะบทความนี้จะนำเสนอความล้มเหลวของ "การเมืองแบบตัวแทน" อย่างสั้นๆ พร้อมกับนำเสนอ "การเมืองแบบไฮเพอร์ (hyperpolitics)" ให้พอเป็นประกายเบื้องต้น หากสังคมนี้สนใจก็มีช่องทางให้ศึกษาค้นคว้าเพิ่มเติมกันต่อไป2. สาเหตุความล้มเหลวของการเมืองแบบตัวแทนเราท่องกันจนขึ้นใจมาตั้งแต่วัยเด็กแล้วว่า สาเหตุสำคัญของการมี "การเมืองแบบตัวแทน" คือเป็นเพราะคนมันเยอะ…