Skip to main content

1. คำนำ


เมื่อราคาน้ำมันลดลงมาจากลิตรละราว 40 บาทจากเมื่อ 4-5 เดือนก่อนมาอยู่ที่ราว ๆ 20 บาท ทำให้คนไทยเราก็รู้สึกสบายใจ บางคนถึงกับกล่าวว่า “ตอนนี้จะไปไหนมาไหนก็ไม่ค่อยได้คิดมากเหมือนเมื่อก่อนแล้ว”


ในยุคที่การเมืองที่เต็มไปด้วยการฉ้อราษฎร์บังหลวง ผู้บริโภคจะพอใจอยู่กับตัวเลขที่อิงอยู่กับความรู้สึกเช่นนี้เพียงอย่างเดียวคงไม่ได้ เราจะต้องลุกขึ้นมาช่วยกันตรวจสอบ ถามหาความความเป็นธรรม ความพอดีอยู่ตลอดเวลา


เมื่อพูดถึงความรู้สึกที่สบายใจขึ้นของคนไทยในขณะนี้ ทำให้ผมนึกเรื่อง “นัสรูดิน” ชายชาวอาหรับโบราณที่คนรุ่นหลังยังตัดสินไม่ได้ว่า เขาเป็นคนเฉลียวฉลาดหรือคนโง่กันแน่

วันหนึ่งเมื่อเพื่อนบ้านมาขอคำปรึกษาว่า “จะทำอย่างไรดีกับบ้านของตนเองที่คับแคบและมีกลิ่นอับ”


นัสรูดินแนะนำว่า “ให้เอาแพะไปล่ามไว้ในบ้าน” เพื่อนบ้านก็ทำตาม แต่แล้ววันรุ่งขึ้นก็กลับมาร้องอีกว่า “ยังไม่ดีขึ้น” นัสรูดินก็แนะนำเพิ่มเติมว่า “ให้เอาลาเข้าไปเลี้ยงอีกตัว” วันถัดมาก็บอกว่า “ให้เพิ่มม้าเข้าไปอีกตัว”


เพื่อนบ้านผู้เชื่อฟังก็มาร้องขอคำปรึกษาอีกว่า “ไม่ดีขึ้นเลย กลับรุนแรงกว่าเดิม” นัสรูดินก็แนะว่า “งั้นให้เอาม้าออกไป” ความรู้สึกของเพื่อนบ้านก็ค่อย ๆ ดีขึ้น ๆ ทีละวัน ๆ จนวันสุดท้ายที่เอาแพะออกไป เพื่อนบ้านก็รู้สึกว่า “บ้านของตนเองกว้างขึ้น กลิ่นอับก็ลดลง” จึงรู้สึกสบายใจขึ้นมาก


ขณะนี้ ในกรณีราคาน้ำมัน คนไทยเราเป็นเหมือนเรื่องราวที่เล่ามานี้เปี๊ยบเลย


2. ถูกโกงอย่างไร?


ก่อนอื่น เรามาดูส่วนประกอบของราคาน้ำมันที่จำหน่ายตามสถานีบริการน้ำมัน เพื่อให้ง่ายต่อการจดจำ เราจะสนใจเฉพาะราคาน้ำมันดีเซล H-DIESEL (0.035%S) ซึ่งเป็นน้ำมันที่มียอดจำหน่ายมากที่สุด (ประมาณ 42- 43 ล้านลิตรต่อวัน) โดยแบ่งราคาออกเป็น 3 ส่วน คือ

(1) ราคาต้นทุนน้ำมันดิบ ในที่นี้คิดจากราคาน้ำมันหน้าโรงกลั่น ลบด้วยค่าการกลั่นเฉลี่ย (Average Gross Refinery Margin)

(2) ค่าการตลาดของน้ำมันชนิดนี้รวมกับค่าการกลั่นเฉลี่ย เราจะกล่าวว่า ค่านี้คือรายได้ของบริษัทโรงกลั่นและบริษัทค้าน้ำมัน

(3) ค่าภาษีและค่ากองทุน ในที่นี้ได้รวมภาษีสรรพสามิต ภาษีมูลค่าเพิ่ม รวม 6 รายการ สำหรับกองทุนได้แก่กองทุนน้ำมันและกองทุนอนุรักษ์พลังงาน


ผมสุ่มเอาข้อมูลในวันที่ 9 ตุลาคม 2551 พบว่าราคาน้ำมันชนิดนี้ที่ปั๊มน้ำมันในเขตกรุงเทพฯ เท่ากับ 28.14 บาท เมื่อแตกออกเป็น 3 รายการจะได้ ต้นทุนน้ำมันดิบ 18.07 บาท ค่ารายได้ของบริษัท 6.67 บาท ค่าภาษีและกองทุน 3.30 บาท


เมื่อนำมาคิดเป็นร้อยละจะได้ดังแสดงในธนบัตร ดังรูป คือ ต้นทุนน้ำมันดิบ 64% กำไร 24% และ ภาษีและกองทุน 12%



ปัญหาที่เราต้องตั้งคำถามต่อก็คือ สัดส่วนของค่าใช้จ่ายเหล่านี้เป็นธรรมหรือไม่ ทั้งต่อผู้ประกอบการซึ่งหมายถึงบริษัทโรงกลั่นและบริษัทผู้ค้า และต่อผู้บริโภค และถ้าให้ดีกว่านี้ก็ต้องคำนึงถึงภาษีที่เป็นผลประโยชน์ต่อคนไทยทั้งประเทศด้วย


คำตอบคือเราไม่ทราบ เพราะเราไม่ได้อยู่วงการนี้ และไม่รู้ธรรมเนียมปฏิบัติ อย่างไรก็ตาม ปัญหานี้จะหมดไปได้ระดับหนึ่ง เมื่อเรานำไปเทียบกับกิจการเดียวกันของประเทศอื่น ในที่นี้ผมขอเทียบกับประเทศสหรัฐอเมริกาซึ่งมีหน่วยงานที่ศึกษาเรื่องนี้คือ America’s Oil and Natural Gas Industry, The Truth About Oil and Gasoline: An API Primer ซึ่งเพิ่งออกมาเพื่อ 5 ธันวาคม 2551 นี้เอง ผมได้นำภาพมาลงในที่นี้ด้วย



เมื่อคิดราคาเป็นร้อยละ เราพบว่าค่าการตลาดและค่าการกลั่นของไทยสูงกว่าของสหรัฐอเมริกาถึงร้อยละ 7 ถ้าคิดเป็นตัวเงิน โดยใช้ราคาเมื่อวันที่ 3 ธันวาคม 2551 เราพบว่า


ราคาน้ำมันดีเซลที่หน้าปั๊มของสหรัฐอเมริกา (หลังจากปรับอัตราแลกเปลี่ยนแล้ว) อยู่ที่ลิตรละ 25.78 บาท โดยมีต้นทุนน้ำมันดิบอยู่ที่ร้อยละ 41 ของราคาหน้าปั๊ม ในขณะที่น้ำมันเบนซินลิตรละ 16.95 บาท (ต้นทุนน้ำมันดิบอยู่ที่ร้อยละ 62)


สำหรับราคาน้ำมันดีเซลในกรุงเทพฯ พบว่าราคาขายปลีกลิตรละ 21.04 บาท โดยมีค่าการตลาดและค่าการกลั่น(เฉลี่ย) ลิตร 5.52 บาท หรือคิดเป็นร้อยละ 26 ของราคาขายปลีก ในขณะที่น้ำมันเบนซิน 95 ราคาลิตรละ 27.19 บาท โดยมีค่าการตลาดและค่าการกลั่นเฉลี่ยรวมกันเท่ากับ 9.42 บาท หรือ 34.65% ของราคาขายปลีก


มันมากกว่าที่ผมสุ่มมาก่อนนี้เสียอีก


เราอาจจะสงสัยว่า ในทางสากลแล้ว ค่าการกลั่นน้ำมันควรจะเป็นเท่าใดจึงจะเหมาะสม ผมมีเอกสารของ UKPIA (United Kingdom Petroleum Industries Association (ฉบับ 2008) ผมขอคัดลอกมาให้ดูด้วยครับ



จากกราฟพบว่า ในช่วง พ.. 2543 ถึง 2550 ค่าการกลั่นเฉลี่ย ของกลุ่มประเทศยุโรปและประเทศสิงคโปร์ ราคาใกล้เคียงกันมาก คืออยู่ระหว่าง 2 ถึง 6 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ในขณะที่ในสหรัฐอเมริกามีราคาไล่เลี่ยกันมาตลอด แต่ได้กระโดดไปสูงมากไปถึง 13 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ด้วยเหตุผลของพายุเฮริเคนแคททรินา


อ้าว แล้วค่าการกลั่นในบ้านเราละ ผมเลือกสุ่มเอาวันที่ 1 พฤศจิกายน 2550 พบว่า ค่าการกลั่นเฉลี่ยเท่ากับ U$10.98 ต่อบาร์เรล


หลายท่านอาจจะสงสัยว่า ค่าการกลันเฉลี่ยคืออะไร ตอบสั้น ๆ ว่า คือ ราคาเฉลี่ยของผลิตภัณฑ์ทุกชนิดหน้าโรงกลั่นลบด้วยราคาน้ำมันดิบ


3. สรุป


ต้องขอเรียนย้ำอีกครั้งว่า ข้อมูลที่ผมหยิบขึ้นมานี้ บางส่วนเป็นข้อมูลสุ่ม บางส่วนเป็นข้อมูลที่มีการศึกษาอย่างละเอียดแล้ว ผมคิดว่า บทความนี้ได้ตอบโจทย์ที่ผมสงสัยแล้ว ถึงไม่ได้ใช้ข้อมูลทั้งหมด แต่อย่างน้อยก็ได้ความจริงระดับหนึ่ง ว่าคนไทยเราถูกเอาเปรียบถูกค้ากำไรมากเกินไปแล้ว


ถ้าเราต้องการสังคมที่ดีกว่านี้ คุณภาพชีวิตที่ดีกว่านี้ ไม่มีอะไรดีไปกว่า การช่วยกันตรวจสอบตลอดเวลา สุดท้ายนึกประโยคเด็ดขึ้นมาได้ว่า “ตื่นเถิดชาวไทย อย่าหลับใหลลุ่มหลง” กับความรู้สึกว่าน้ำมันราคาถูกลงโดยไม่มีการวิเคราะห์ใด ๆ ครับ


บล็อกของ ประสาท มีแต้ม

ประสาท มีแต้ม
เมื่อวันที่ 10 สิงหาคม 2551 สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย ได้จัดเวทีเสวนาเรื่อง "9 คำถามคาใจ กรณี ปตท." ซึ่งเป็นประเด็นที่ประชาชนให้ความสนใจมาหลายปีนับตั้งแต่การแปรรูปเมื่อเดือนตุลาคมปี 2544 เวทีเสวนาประกอบด้วย ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่สื่อสารองค์กรและกิจการเพื่อสังคม  บมจ. ปตท. (คุณสรัญ รังคสิริ)  เลขาธิการมูลนิธิเพื่อผู้บริโภค (คุณสารี อ๋องสมหวัง) ดำเนินรายการโดยคุณวันชัย ตันติวิทยาพิทักษ์  บรรณาธิการนิตยสารสารคดี นอกจากนี้ยังมีนักวิชาการและประธานกรรมการบริหารบริษัทหลักทรัพย์ภัทรด้วย นักข่าวของ “ประชาไท” รายงานว่า “…
ประสาท มีแต้ม
นายทหารยศพันตรีท่านหนึ่ง (พ.ต.รัฐเขต แจ้งจำรัส) ได้ออกมาให้ข้อมูลกับประชาชนผ่านเวทีพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยว่า “ปิโตรเลียมซึ่งได้แก่น้ำมันและก๊าซธรรมชาติใต้แผ่นดินไทยทั้งบนบกและในทะเลทั้งหมดมีมูลค่าถึง 100 ล้านล้านบาท” เงินจำนวน 100 ล้านล้านบาท(ล้านสองครั้ง)นี้ ถ้าเอามาจัดสรรเป็นงบประมาณแผ่นดินในปีปัจจุบันก็จะได้ประมาณ 62 ปี เพราะงบประมาณปีหน้า (2552) มีประมาณ 1.6 ล้านล้านบาท ข้อมูลที่นายทหารผู้นี้นำเสนอล้วนเป็นข้อมูลของทางราชการที่เข้าใจยาก กระจัดกระจาย แต่ท่านได้นำมารวบรวม วิเคราะห์ แล้วสรุปให้ประชาชนธรรมดาสามารถเข้าใจได้ง่าย…
ประสาท มีแต้ม
1. ความเดิม จากปัญหาที่ผู้บริหารทั้งระดับผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่และผู้จัดการใหญ่ของ บริษัท ปตท.จำกัด (มหาชน) “อ้าง” หลายครั้งหลายวาระด้วยกันว่า ก๊าซหุงต้มในประเทศไทยขาดแคลน ทาง บริษัท ปตท. จึงได้ออกมาบอกกับสาธารณะในสามประเด็นหลัก คือ (1) เสนอแนะให้รัฐบาลขึ้นราคาหรือลอยตัวราคาก๊าซหุงต้มให้เท่ากับราคาตลาดโลก(2) ในเดือนเมษายนที่ผ่านมาทาง ปตท. ได้นำเข้าก๊าซหุงต้มหรือแอลพีจีแล้วจำนวน2 หมื่นตัน ขณะเดียวกันผู้บริหารระดับสูงสุดอ้างว่าในปีนี้จะมีการนำก๊าซถึง 4 แสนตัน (3) ราคาก๊าซหุงต้มในตลาดโลกตันละเกือบพันเหรียญสหรัฐ แต่ราคาก๊าซในประเทศอยู่ที่ตันละประมาณ 300 เหรียญ…
ประสาท มีแต้ม
1. ประเด็นปัญหา ขณะนี้ บริษัท ปตท. ได้บอกกับประชาชนว่าก๊าซหุงต้มหรือที่เรียกกันในวงการว่าก๊าซแอลพีจี (Liquefied petroleum gas) ในประเทศไทยกำลังขาดแคลน และได้แนะนำให้รัฐบาลขึ้นราคาก๊าซชนิดนี้ โดยเฉพาะที่ใช้กับรถยนต์ส่วนบุคคลและรถยนต์แท็กซี่ (นายณัฐชาติ จารุจินดา ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ก๊าซธรรมชาติสำหรับยานยนต์ บมจ. ปตท. ให้สัมภาษณ์ผ่านรายการ Hard Topic ทาง Money Channel , 7 กรกฎาคม 2551) นอกจากนี้นายประเสริฐ บุญสัมพันธ์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท.กล่าวว่า “ความต้องการใช้ก๊าซหุงต้ม (แอลพีจี) ที่เพิ่มขึ้น ทำให้ปีนี้ต้องนำเข้าแอลพีจี 4 แสนตัน” (ไทยรัฐ 11 กรกฎาคม 2551)
ประสาท มีแต้ม
1. คำนำและปัญหา ขณะนี้ได้มีการเรียกร้องให้สังคมมาร่วมกันสร้าง “การเมืองใหม่” บทความนี้จะยังไม่เสนอกระบวนการที่จะนำไปสู่การเมืองใหม่ แต่จะมองว่าการเมืองใหม่ควรจะมีหน้าตาเป็นอย่างไร พร้อมนำเสนอตัวอย่างที่เป็นจริงเพื่อให้เราได้เห็นทั้งแนวคิดและหน้าตาของการเมืองใหม่ชัดเจนขึ้น สังคมในการเมืองใหม่ควรจะเป็นสังคมที่ ผู้คนมีศักดิ์ศรี พึ่งตนเองได้ ทุกคนมีงานทำ มีความสุข การบริหารบ้านเมืองต้องโปร่งไส ตรวจสอบได้และ ปราศจากการคอร์รัปชัน ในที่นี้จะขอนำเสนอนโยบายและรูปธรรมด้านพลังงาน ทั้งนี้เพราะเรื่องพลังงานเป็นเรื่องใหญ่มาก กล่าวคือทุกๆ 100 บาทของรายได้ของคนไทย ต้องจ่ายไปกับค่าพลังงานถึง 18 บาท…
ประสาท มีแต้ม
ในขณะที่คนทั่วโลกกำลังเดือดร้อนกับราคาน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้นเป็นประวัติการณ์  แต่ผลกำไรของบริษัทน้ำมันขนาดยักษ์ของโลกกลับเพิ่มสูงขึ้นกว่าปีที่ผ่านมา มันช่างฝืนความรู้สึกในใจของมนุษย์ธรรมดาๆ ที่คิดว่า “เออ! เมื่อสินค้าราคาสูงขึ้น เขาน่าจะลดกำไรลงมามั่ง เพื่อไม่ให้ผู้บริโภคเดือดร้อนมากนัก”   แต่มันกลับเป็นตรงกันข้าม คือเพิ่มกำไรมากกว่าเดิม  โดยไม่สนใจใยดีกับเพื่อนร่วมโลกในขณะที่ผู้มีรายได้น้อยอย่างกรรมกรได้สะท้อนออกมาในวันแรงงานแห่งชาติว่า “ค่าครองชีพแพง แต่ค่าแรงเท่าเดิม”บทความนี้จะนำเสนอทั้งข้อมูลและความคิดเห็นใน 4 เรื่องต่อไปนี้ คือ (1)…
ประสาท มีแต้ม
๑.คำนำเมื่อ ๗ ปีก่อน  คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ได้คิดวิชาใหม่ขึ้นมาหนึ่งรายวิชา หากคำนึงถึงแนวคิด เนื้อหาและกระบวนการเรียนการสอนแล้ว อาจถือว่าได้วิชานี้เป็นวิชาแรกในประเทศไทยก็น่าจะได้  ผมจึงอยากจะเล่าให้ท่านผู้อ่านที่เป็นผู้จ่ายภาษีมาตลอดได้รับทราบครับ ด้วยขั้นตอนตามระเบียบของมหาวิทยาลัย เราได้เริ่มลงมือเปิดสอนจริงเมื่อ ๓ ปีมาแล้ว รายวิชานี้ชื่อว่า “วิทยาเขตสีเขียว (Greening the Campus)”  เป็นวิชาบังคับสำหรับนักศึกษาชั้นปีที่สามทุกคน เรื่องที่จะนำมาเล่าอย่างสั้นๆ นี้ ได้แก่ แนวคิด เนื้อหา กระบวนการเรียนการสอน  สิ่งที่นักศึกษาค้นพบและร่วมผลักดันขยายผล…
ประสาท มีแต้ม
ผมว่างเว้นจากการเขียนบทความมานานกว่าสองเดือนแล้ว จนอันดับบทความของผมที่เรียงตามเวลาที่เขียนในเว็บไซต์ “ประชาไท” ตกไปอยู่เกือบสุดท้ายของตารางแล้ว สาเหตุที่ไม่ได้เขียนเพราะผมป่วยเป็นโรคที่ทันสมัยคือ “โรคคอมพิวเตอร์กัด” ครับ มันมีอาการปวดแสบปวดร้อนไปทั่วทั้งหลัง พอฝืนทนเข้าไปทำงานอีกไม่เกินห้านาทีก็ถูก “กัด” ซ้ำอีก ราวกับมันมีชีวิตแน่ะที่นำเรื่องนี้มาเล่าก่อนในที่นี้ไม่ใช่อยากจะเล่าเรื่องส่วนตัว แต่อยากนำประสบการณ์ที่ผิดๆ ของผมมาเตือนท่านผู้อ่านโดยเฉพาะคนที่อยู่ในวัยหนุ่มสาว ท่านผู้อ่านที่สนใจจะเก็บเรื่องของผมไปเป็นบทเรียน…
ประสาท มีแต้ม
ผมเองไม่ใช่นักกฎหมาย แต่ได้ให้ความสนใจอย่างจริงจังในประเด็นพลังงานทั้งเรื่อง ปตท. และการไฟฟ้า ทั้งการเคลื่อนไหวเรื่องพลังงานหมุนเวียนมานานกว่า 10 ปีหลังคำพิพากษาของศาลปกครองสูงสุด (14 ธันวาคม) ในอีก 2 วันทำการต่อมารัฐบาลก็ได้ผ่านมติวิธีการจัดการรวมทั้งการคิดค่าเช่าท่อก๊าซฯให้เป็นไปตามคำพิพากษาของศาล โดยใช้เวลาพิจารณาเพียง 10 นาที สร้างความกังขาให้กับสังคมไทยเป็นอย่างมากประเด็นที่ผมสนใจในที่นี้มี 3 เรื่องดังต่อไปนี้หนึ่ง คำพิพากษาของศาลฯที่ว่า “การใช้อำนาจมหาชนของรัฐ” ในกรณีการก่อสร้างท่อส่งก๊าซธรรมชาตินั้นควรจะครอบคลุมไปถึงไหน  ในฐานะที่ไม่ใช่นักกฎหมาย…
ประสาท มีแต้ม
เรื่องราวที่ผมจะนำมาเล่าในที่นี้  ไม่ใช่เรื่องเทคนิคทางไฟฟ้า ไม่ใช่เรื่องการประหยัดพลังงานไฟฟ้าเพียงอย่างเดียว  แต่เป็นเรื่องของประสบการณ์การทำงานเชิงสังคมที่น่าสนใจของตัวผมเอง  ผมคิดว่าเรื่องนี้มีคุณค่าพอที่ผู้อ่านทั่วไปตลอดจนกลุ่มเพื่อนพ้องที่มุ่งมั่นทำงานเพื่อสังคม โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกระบวนการสีเขียว เพื่อสิ่งแวดล้อม เพื่อความเป็นธรรมและเพื่อนสันติภาพของโลก  จริงๆนะครับ ผมไม่ได้โม้ผมขอเริ่มเลยนะครับเราเคยสังเกตไหมครับว่า สวิทซ์ไฟฟ้าในที่ทำงานของเรา โดยเฉพาะที่เป็นสถานที่ราชการ เวลาเราเปิดสวิทซ์ ไฟฟ้าจะสว่างไปหลายดวง หลายจุดเป็นแถบๆ  ยิ่งเป็นที่สาธารณะ เช่น สำนักงาน…
ประสาท มีแต้ม
1. ความในใจผมขอพักเรื่องนโยบายสาธารณะด้านพลังงานซึ่งเป็นเรื่องใหญ่และสำคัญมากๆ สำหรับประเทศไทยและชาวโลกไว้ชั่วคราวครับ  ในบทความนี้ผมขอนำเรื่องภายในมหาวิทยาลัยที่ผมทำงานอยู่มาเล่าสู่กันฟังมันไม่ใช่เรื่องไกลตัวสำหรับผู้อ่าน  แต่มันสะท้อนให้เห็นถึงปัญหาในระบบราชการไทยที่ไม่ยอมเปลี่ยนแปลงแม้ว่าสถานการณ์ได้เปลี่ยนไปมากแล้ว  นอกจากนี้ผมมีเรื่องวิชาใหม่ที่คาดว่าเป็นวิชาแรกในประเทศไทยคือวิชา “ชุมชนมหาวิทยาลัยสีเขียว (Greening the campus)”…
ประสาท มีแต้ม
การแปรรูป ปตท. คือการปล้นประชาชน! ในช่วง ๓-๔ ปีที่ผ่านมา ในขณะที่ประชาชนชาวไทยทั้งประเทศกำลังเดือดร้อนกับราคาน้ำมันที่เพิ่มสูงขึ้นเกือบสองเท่าตัว แต่บริษัทน้ำมันต่างๆในประเทศไทยกลับมีกำไรเพิ่มสูงขึ้นมากกว่านั้นในบทนี้ จะกล่าวถึงกิจการของบริษัท ปตท. จำกัดมหาชน และบริษัทอื่นๆบ้าง โดยย่อๆ เป็นข้อๆ ดังต่อไปนี้๑. บริษัท ปตท. จำกัด มหาชน ได้แปรรูปมาจาก การปิโตรเลียมแห่งประเทศไทย เมื่อ พ.ศ. ๒๕๔๔  ตอนเริ่มต้นการแปรรูป กระทรวงการคลังถือหุ้น ๖๙% ปัจจุบันเหลือเพียง ๕๒.๔๘%ดังนั้น กำไรของ ปตท. ซึ่งเดิมเคยตกเป็นของรัฐทั้งหมด ๑๐๐% ก็จะเหลือเพียงตามสัดส่วนที่รัฐถือหุ้น  คงจำกันได้นะครับว่า หุ้น ปตท…