Skip to main content

ตลอดช่วงเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา ราคาน้ำมันดิบและราคาน้ำมันที่ปั๊มในบ้านเราได้เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง นักวิเคราะห์บางคนคาดการณ์ว่าสิ้นปีนี้ราคาน้ำมันดิบจะสูงถึง 85 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล โดยที่ราคาเมื่อต้นเดือนมิถุนายนได้ขยับจาก 62 ถึง 68 ภายในเวลาเจ็ดวันเท่านั้น



ท่านผู้อ่านคงจะรู้สึกคล้าย ๆ กันกับหลายคนที่ได้ตั้งคำถามเชิงไม่ไว้วางใจต่อผู้ที่เกี่ยวข้องกับการค้าน้ำมันว่า
“ตอนที่ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกพุ่งขึ้นสูงสุดเมื่อกลางปี 2551 กับตอนนี้ (มิถุนายน 2552) ซึ่งราคาน้ำมันดิบลดลงมาครึ่งหนึ่งแล้ว แต่ทำไมราคาน้ำมันหน้าปั๊มในบ้านเราจึงลดลงไม่มาก มันเกิดอะไรขึ้น กลไกราคามันเป็นอย่างไร”

เพื่อความแน่นอนในตัวเลข ผมจึงลองค้นหาข้อมูลย้อนหลังดูก็พบว่า ในช่วงสัปดาห์แรกของเดือนกรกฎาคม 2551 ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลก (ราคาที่จุดขายหรือราคาเอฟโอบี ไม่รวมค่าขนส่ง) อยู่ที่ 137.11 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล ราคาน้ำมันดีเซลชนิดหมุนเร็วหน้าปั๊มในเขตกรุงเทพฯลิตรละ 42.64 บาท แต่พอมาถึงวันที่ 2 มิถุนายน 2552 ราคาน้ำมันดิบลดลงมาอยู่ที่ 68.58 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล แต่ราคาน้ำมันชนิดเดิมและที่เดิมอยู่ที่ 25.39 บาทต่อลิตร

ในความคาดหวังของผู้ตั้งคำถาม คงอยากจะบอกว่า ถ้าราคาน้ำมันดิบลดลงครึ่งหนึ่ง ราคาหน้าปั๊มก็ควรลดลงมาครึ่งหนึ่งด้วย คือควรจะลดลงมาอยู่ที่ประมาณ 21 บาทต่อลิตร ไม่ใช่ 25 บาทต่อลิตรอย่างที่เป็นอยู่ทุกวันนี้ซึ่งสูงกว่าที่เขาคิดถึง 19 เปอร์เซ็นต์

พร้อมกันนี้ผู้สงสัยก็คำนวณต่อไปอีกว่า ในแต่ละวันคนไทยใช้น้ำมันดีเซลชนิดหมุนเร็ว 58 ล้านลิตร ผู้บริโภคถูกคิดราคาเกินไปถึงวันละกว่า 200 ล้านบาท

ในความเป็นจริงราคาน้ำมันที่หน้าปั๊มจะประกอบด้วย 5 ส่วน คือ

  1. ราคาน้ำมันดิบซึ่งขึ้นอยู่กับพ่อค้าผูกขาดระดับโลกจะกำหนด เรื่องนี้เกินอำนาจที่รัฐบาลของประเทศต่าง ๆ ที่แก้ไขได้
  2. ค่าการกลั่นเฉลี่ย ( average gross refinery margin) ซึ่งหมายถึงราคาที่ต่างกันระหว่างน้ำมันดิบกับราคาผลิตภัณฑ์ที่กลั่นออกมาได้ สมมุติว่าราคาน้ำมันดิบ 60 $/บาร์เรล หลังจากกลั่นเสร็จแล้วราคาของผลิตภัณฑ์ต่างๆ (เช่น น้ำมันดีเซล น้ำมันกาด นาฟต้า (naphtha-สารที่ใช้ผลิตเชื้อเพลิงอื่นที่มีอ๊อกเทนสูงและอื่น ๆ) รวมกันเป็น 65 $ เราเรียกว่า “ผลต่างของการกลั่นรวม” หรือเรียกกันง่าย ๆ ว่า ค่าการกลั่น
  3. ค่าการตลาด (marketing margin) คือผลต่างระหว่างราคาขายกับราคาซื้อ
  4. ค่าภาษีซึ่งได้แก่ ภาษีสรรพสามิต ภาษีมูลค่าเพิ่ม ภาษีเทศบาล รวมถึงกองทุนต่าง ๆ
  5. อัตราแลกเปลี่ยนเงินตราระหว่างบาทกับดอลลาร์สหรัฐ

โดยปกติ ค่าภาษีน้ำมันในบ้านเราจะเปลี่ยนไปตามนโยบายรัฐบาล ในช่วงที่ราคาน้ำมันแพงมาก เช่น วันที่ 1 กันยายน 2551 ราคาน้ำมันดีเซลชนิดหมุนเร็วหน้าปั๊มลิตรละ 33.04 บาท รัฐบาลเก็บภาษีทุกชนิดรวมกัน 2.82 บาท (หรือ 8.54% ของราคาขาย) แต่ในช่วงที่ราคาน้ำมันถูกลงค่าภาษีกลับเพิ่มขึ้น เช่น เมื่อวันที่ 22 เมษายน 2552 ราคาน้ำมันชนิดเดียวกันราคาลิตรละ 23.29 บาทแต่เป็นค่าภาษีถึง 7.61 บาท(หรือ 33%)

เมื่อเป็นเช่นนี้ การคาดหวังของผู้ใช้น้ำมันข้างต้นจึงไม่สอดคล้องกับความเป็นจริง

ในประเด็นเรื่องภาษี แต่ละประเทศมีแนวคิดและอัตราการเก็บต่างกันมาก เช่น ประเทศฝรั่งเศส เยอรมนี ญี่ปุ่น ในขณะที่ราคาน้ำมันในบ้านเราลิตรละ 40 บาท ในบ้านของเขาเหล่านั้นลิตร 100 บาท ในจำนวนนี้เป็นค่าภาษีเสียเกือบ 60% ที่เป็นเช่นนี้เพราะแนวคิดการประหยัดพลังงานและการนำภาษีน้ำมันที่เป็นพิษไปสนับสนุนพลังงานหมุนเวียนที่ไม่เป็นพิษกับสิ่งแวดล้อม แต่ในสหรัฐอเมริกา ราคาน้ำมันและอัตราภาษีไม่ต่างจากบ้านเรามากนัก คนอเมริกันที่มีจำนวนเพียง 5% ของโลกจึงใช้พลังงานถึง 30% ของโลก

ประเด็นที่น่าสนใจคือ องค์ประกอบที่ (2) คือค่าการกลั่น ในบ้านเรากำหนดโดยเจ้าของโรงกลั่นระดับประเทศซึ่งมีอยู่จำนวน 7 โรง ในจำนวนนี้มี บริษัท ปตท. เป็นหุ้นส่วนใหญ่ถึง 5 โรง ในการนี้ยังมีกลไกระดับรัฐบาลเป็นผู้กำกับดูและอีกระดับชั้นหนึ่ง

ค่าการกลั่น

เป็นที่น่าสังเกตว่า กระทรวงพลังงานซึ่งมีหน้าที่ดูแลกิจการพลังงานทั้งประเทศ ได้นำเสนอข้อมูลพลังงานที่ยากต่อการสืบค้นและทำความเข้าใจเมื่อเทียบของประเทศอื่นๆ เช่น ประเทศอังกฤษ เขาจะมีเอกสารที่จัดทำโดยกลุ่มโรงกลั่น 9 โรง (จากจำนวน 12 โรง) ในนามของ UKPIA (United Kingdom of Petroleum Industry Association) เช่น บอกว่า ค่าการกลั่นของกลุ่มประเทศยุโรปตะวันตกเฉียงเหนืออยู่ระหว่าง 4.2 ถึง 5.5 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล โดยมีการเปลี่ยนแปลงไม่มากนักจากปี ค.ศ. 2004 ถึง 2007 (ดังแผนภาพข้างล่างนี้)


แต่เว็บไซต์ของกระทรวงพลังงาน (http://www.eppo.go.th/petro/price/index.html) ให้ข้อมูลเป็นรายวัน เป็นตัวเลข แต่ละวันก็อยู่คนละหน้า ทำให้เราไม่เข้าใจภาพรวม ไม่เห็นแนวโน้ม และไม่เห็นการเปรียบเทียบกับประเทศอื่นๆ ใครที่รู้อยาก สงสัยอย่างผมเองก็ต้องเสียเวลานั่งไล่กันเป็นวัน ๆ กว่าจะได้มาเพื่อทำการวิเคราะห์เอาเอง นอกจากนี้ยังพบว่า อยู่ ๆ ข้อมูลค่าการกลั่นของกระทรวงพลังงานก็หายไปจากเว็บไซต์ คือไม่รายงานอีกเลย เช่น วันที่ 1 ธันวาคม 2551 ยังมีการรายงานตามปกติที่ผ่านมา แต่พอมาถึงปลายเดือนธันวาคมเป็นต้นมาก็หายไปตลอดกาล

กลับมาที่กรณีของประเทศอังกฤษอีกครั้ง นอกจากการนำเสนอข้อมูลเรื่องค่าการกลั่นของกลุ่มประเทศยุโรปตะวันตกเฉียงเหนือแล้ว ยังมีการเปรียบเทียบกับประเทศสิงคโปร์ และบางส่วนของประเทศสหรัฐอเมริกา จากกราฟ (ที่เขานำเสนอ) เราจะเห็นว่า ค่าการกลั่นของ 3 ประเทศอยู่ในช่วงที่ใกล้เคียงกันมาก คือประมาณ 2-6 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล ยกเว้นอยู่ช่วงเดียวคือประมาณปี 2005 ถึง 2007 ที่ค่าการกลั่นของสหรัฐอเมริกาได้พุ่งไปถึงประมาณ $13 ต่อบาร์เรล ด้วยเหตุผลว่าประเทศเขาประสบภัยพิบัติจากพายุเฮริเคน แคตรินาเมื่อปี 2005

นอกจากนี้จากข้อมูลในกราฟทำให้เราทราบว่า ค่าการกลั่นยังแปรผันขึ้นลงตามฤดูกาลอีกด้วย แต่ก็ไม่ต่างกันมากนัก

อนึ่ง ค่าการกลั่นยังขึ้นกับประเภทของน้ำมันดิบอีกด้วย แต่จะไม่ขอกล่าวถึงในที่นี้เพราะกระทรวงพลังงานเองก็ไม่ได้จำแนกประเภทน้ำมันดิบเอาไว้

เนื่องจากข้อมูลของกระทรวงพลังงานมีปัญหาดังที่กล่าวแล้ว ผมจึงได้ใช้วิธีการดังนี้ คือ
ผมสุ่มข้อมูลค่าการกลั่นเฉลี่ยและอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราของปี 2550 ทุกเดือนๆ ละ 5 วันโดยกระจายตัวทั่วทั้งเดือน รวม 60 ข้อมูล ผมพบว่า

ค่าการกลั่นของประเทศสยามเมืองยิ้ม(ไม่ออก) อยู่ที่ 9.52 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรลในขณะที่ของกลุ่มประเทศยุโรปตะวันตกเฉียงเหนืออยู่ที่ 5.2 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรลเท่านั้น ของประเทศสิงคโปร์ก็ประมาณ 5 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ยกเว้นของสหรัฐอเมริกาที่เกิดภัยพิบัติ

สมมุติว่า(สมมุตินะครับสมมุติ) ถ้ารัฐบาลไทยมีการควบคุมให้ค่าการกลั่นของไทยเท่ากับของประเทศยุโรปหรือของประเทศสิงคโปร์แล้วราคาน้ำมันในบ้านเราจะลดลงทันทีถึงลิตรละ 94 สตางค์

ในปี 2550 น้ำมันดิบเข้าโรงกลั่นทั้ง 7 ของประเทศไทยประมาณ 5 หมื่น 3 พันล้านลิตร (http://www.eppo.go.th/info/stat/T02_02_02-1.xls) ดังนั้น คนไทยจะสามารถประหยัดเงินได้รวมกันถึงปีละ 5 หมื่นล้านบาท

เพื่อให้ได้ความรู้มากขึ้น ผมลองตรวจสอบในเดือนกันยายน 2551 โดยใช้ข้อมูลเพียง 20 วัน พบว่า ค่าการกลั่นเฉลี่ยของน้ำมันทุกชนิดในประเทศไทยอยู่ที่ 13.25 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรลและเมื่อเปรียบเทียบกับประเทศต่างๆ ผมพบดังตารางข้างล่างนี้ (เพียงเพื่อให้เห็นเป็นหลักฐาน โดยไม่อธิบายในรายละเอียดเพิ่มเติม)

อนึ่ง ข้อมูลที่ผมนำมาคิดทั้งหมดต่างมีแหล่งอ้างอิงตามที่กล่าวมาแล้ว หากผมคิดหรือเข้าใจอะไรผิดพลาดไป หน่วยงานที่เกี่ยวข้องโปรดชี้แจงครับ เพราะเป็นหน้าที่โดยตรงของท่านที่จะต้องทำความเข้าใจกับผู้บริโภค บนพื้นฐานของความเป็นจริง

ผมไม่ได้มีเจตนาที่จะให้ร้ายหน่วยงานใด เพียงขอทำหน้าตรวจสอบนักการเมืองและกลุ่มพ่อค้าที่รวยเอารวยเอา ในขณะที่ชาวบ้านชาวช่องกลับอัตคัดขัดสนลงลงทุกวัน

ขอขอบคุณทุกท่านครับ

บล็อกของ ประสาท มีแต้ม

ประสาท มีแต้ม
เราเคยสงสัยและตั้งคำถามเสมอมาว่า ทำไมราคาน้ำมันสำเร็จรูป (รวมทั้งราคายางพารา) ในภูมิภาคเอเซียจึงถูกกำหนดจากประเทศสิงคโปร์
ประสาท มีแต้ม
ตลอดช่วงเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา ราคาน้ำมันดิบและราคาน้ำมันที่ปั๊มในบ้านเราได้เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง นักวิเคราะห์บางคนคาดการณ์ว่าสิ้นปีนี้ราคาน้ำมันดิบจะสูงถึง 85 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล โดยที่ราคาเมื่อต้นเดือนมิถุนายนได้ขยับจาก 62 ถึง 68 ภายในเวลาเจ็ดวันเท่านั้น
ประสาท มีแต้ม
1. คำนำ บทความนี้มีวัตถุประสงค์ 3 ข้อ คือ หนึ่ง ให้เห็นตัวเลขค่าใช้จ่ายด้านไฟฟ้าของคนไทยโดยเฉลี่ยซึ่งค่อนข้างสูงเมื่อเทียบกับรายได้ และหากแผนผลิตไฟฟ้าดังกล่าวมีปัญหาแล้วจะส่งผลกระทบต่อผู้ใช้ไฟฟ้าอย่างไร สอง เพื่อเล่าถึงการจัดทำแผนผลิตไฟฟ้าที่ผูกขาดโดย "กลุ่มผู้เชี่ยวชาญ" จำนวนน้อยตลอดมาและจะชี้ให้เห็นถึงบางสิ่งที่ผมคิดว่า "น่าจะไม่ถูกต้อง" สาม หากท่านผู้อ่านได้เห็นปัญหาในข้อสองแล้ว จะได้เห็นความจำเป็นของ "การเมืองภาคประชาชน" ในการตรวจสอบโครงการของรัฐมากขึ้น
ประสาท มีแต้ม
1. คำนำ เพื่อให้ท่านผู้อ่านได้ตัดสินใจว่าจะอ่านบทความนี้ต่อไปหรือไม่ ผมขอนำประเด็นสำคัญมาเสนอก่อน  ประเด็นคือการวางแผนผลิตก๊าซที่ผิดพลาดทำให้คนไทยทุกคนต้องควักเงินในกระเป๋าเพิ่มขึ้น จากรายงานประจำปี 2551 ของบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) พบว่า ในปี 2551 บริษัท ปตท. ต้องจ่ายค่า "ไม่ซื้อก็ต้องจ่าย" ก๊าซจากโครงการไทย-มาเลเซีย (ซึ่งเป็นโครงการสร้างความขัดแย้งมาตั้งแต่รัฐบาลชวน หลีกภัย และทักษิณ ชินวัตร จนถึงปัจจุบัน) เป็นจำนวน 13,716 ล้านบาท
ประสาท มีแต้ม
ในขณะที่วิกฤตเศรษฐกิจโลกที่เริ่มต้นจากถนนวอลล์สตรีทในสหรัฐอเมริกากำลังลุกลามไปอย่างรวดเร็วราวกับลาวาภูเขาไฟไปสู่ทุกถนนของโลก ในภาคใต้ของประเทศไทยโดยหน่วยงานของรัฐและการนิคมอุตสาหกรรมก็กำลังดำเนินการให้มีแผนพัฒนาภาคใต้ด้วยโครงการต่าง ๆ มากมาย ทั้งโดยเปิดเผยและแอบแฝง ตัวอย่างของโครงการเหล่านี้ได้แก่ นิคมอุตสาหกรรมปิโตรเคมี ในจังหวัดนครศรีธรรมราช โครงการอุตสาหกรรมเหล็กต้นน้ำ จังหวัดชุมพรและสุราษฎร์ธานี โครงการขุดเจาะน้ำมันของบริษัทเซฟรอน ที่นครศรีธรรมราช ตลอดจนโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ถึง 3 โรง นอกจากนี้ยังมีนิคมอุตสาหกรรมที่จังหวัดตรัง และท่าเทียบเรือน้ำลึกในจังหวัดสงขลาและอีกหลายจังหวัด…
ประสาท มีแต้ม
  เมื่อวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2552 กระทรวงพลังงานในฐานะผู้รับผิดชอบหรือจะเรียกว่าผู้จัดทำแผนผลิตไฟฟ้าเองได้จัดรับฟังความคิดเห็นของประชาชนเพื่อปรับปรุง "แผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้า" ในช่วงปี 2551 ถึง 2564 ซึ่งเป็นแผนที่ได้จัดทำไว้ก่อนปี 2551 ในการรับฟังครั้งนี้ก็เพื่อจะได้ปรับปรุงเป็นครั้งที่ 2 สาเหตุที่ต้องปรับปรุงก็เพราะปัญหาเศรษฐกิจถดถอยทั้งในระดับโลกและในระดับประเทศไทยด้วยนักวิชาการอิสระด้านพลังงานที่ไม่ใช่ข้าราชการของกระทรวงพลังงานก็ได้ออกมาแสดงความคิดเห็นที่น่าสนใจหลายอย่าง ขณะเดียวกันกลุ่มชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบจากโรงไฟฟ้าก็ได้ตั้งคำถามพร้อมแผ่นผ้าด้วยข้อความสั้น ๆ แต่เข้าใจง่ายว่า "…
ประสาท มีแต้ม
คำนำ เมื่อธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ประสบปัญหาขายไม่ได้เนื่องจากได้รับผลกระทบจากวิกฤติเศรษฐกิจของโลก นักการเมืองรวมทั้งว่าที่รัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องก็ได้เสนอมาตรการลดหย่อนภาษีค่าโอนบ้าน โดยจะเริ่มต้นตั้งแต่ปี 2552 เป็นต้นไป ผมขออนุญาตไม่แสดงความคิดเห็นในประเด็นดังกล่าวข้างต้น แต่ขอใช้หลักคิดเดียวกันนี้เพื่อตั้งคำถามว่า ทำไมรัฐบาลจึงไม่ใช้มาตรการทางภาษีเพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการพืชน้ำมันซึ่งได้แก่ ไบโอดีเซล และแก๊สโซฮอล์ ซึ่งโยงใยเกี่ยวเนื่องกันตั้งแต่เจ้าของโรงงานจนถึงเกษตรกรผู้ปลูกพืชน้ำมัน ( ปาล์มน้ำมัน อ้อย ฯลฯ ) เหล่านี้บ้างเล่า?
ประสาท มีแต้ม
1. คำนำ เมื่อราคาน้ำมันลดลงมาจากลิตรละราว 40 บาทจากเมื่อ 4-5 เดือนก่อนมาอยู่ที่ราว ๆ 20 บาท ทำให้คนไทยเราก็รู้สึกสบายใจ บางคนถึงกับกล่าวว่า “ตอนนี้จะไปไหนมาไหนก็ไม่ค่อยได้คิดมากเหมือนเมื่อก่อนแล้ว” ในยุคที่การเมืองที่เต็มไปด้วยการฉ้อราษฎร์บังหลวง ผู้บริโภคจะพอใจอยู่กับตัวเลขที่อิงอยู่กับความรู้สึกเช่นนี้เพียงอย่างเดียวคงไม่ได้ เราจะต้องลุกขึ้นมาช่วยกันตรวจสอบ ถามหาความความเป็นธรรม ความพอดีอยู่ตลอดเวลา เมื่อพูดถึงความรู้สึกที่สบายใจขึ้นของคนไทยในขณะนี้ ทำให้ผมนึกเรื่อง “นัสรูดิน” ชายชาวอาหรับโบราณที่คนรุ่นหลังยังตัดสินไม่ได้ว่า เขาเป็นคนเฉลียวฉลาดหรือคนโง่กันแน่…
ประสาท มีแต้ม
1. คำนำ ก่อนจะเริ่มต้นเนื้อหา เรามาดูรูปการ์ตูนสนุก ๆ แต่บาดใจและอาจจะบาดตากันก่อนครับ ความหมายในภาพนี้ ไม่มีอะไรมาก นอกจากบอกว่านี่ไงหลักฐานที่พิสูจน์ว่าโลกเราร้อนขึ้นจริง สำหรับภาพนี้บอกว่า ผลการศึกษาพบว่าอุณหภูมิของน้ำในมหาสมุทรสูงขึ้น นักวิชาการ (และนักการเมือง) กำลังระดมกันแก้ปัญหาอย่างขยันขันแข็ง ขอขอบคุณเจ้าของภาพทั้งสองด้วย คราวนี้มาเข้าเรื่องกันครับ ขณะที่โลกของเรากำลังเผชิญกับวิกฤตการณ์ครั้งสำคัญ 4 ด้านพร้อม ๆ กัน คือ (1) วิกฤติภาวะโลกร้อน (2) วิกฤติพลังงานที่ทั้งขาดแคลน ราคาแพง ผูกขาดและก่อวิกฤติด้านอื่น ๆ (3) วิกฤติการเงินที่เพิ่งจะเกิดขึ้นหยก ๆ…
ประสาท มีแต้ม
คำนำ “...เวลานี้สังคมไทยมีอาการป่วยอย่างร้ายที่สุด คือ ป่วยทางปัญญา ขอให้พิจารณาดูเถิด เวลานี้ปัญหาสุขภาวะที่น่ากลัวที่สุดคือ ความป่วยทางปัญญา...” พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ. ปยุตโต) มีนาคม 2551 ท่ามกลางกระแสการคิดค้นเรื่อง “การเมืองใหม่” ซึ่งขณะนี้สังคมบางส่วนเริ่มเห็นภาพราง ๆ บ้างแล้วว่ามันเป็นอย่างไร แต่ยังไม่มีความชัดเจนมากนักว่า สังคมไทยจะก้าวไปสู่สภาพนั้นได้อย่างไร และสมมุติว่าเราสามารถเข้าไปสู่สภาพนั้นได้จริง ๆ แล้ว เราจะรักษาและพัฒนาการเมืองใหม่ให้ดียิ่งๆ ขึ้นไปอีกได้อย่างไร ในที่นี้ ผมจะขออนุญาตนำเสนอหลักการพื้นฐานมาใช้ตอบคำถามดังกล่าว ผมเรียกหลักการนี้ว่า “กฎ 3…
ประสาท มีแต้ม
เมื่อต้นเดือนเมษายน 2551 หนังสือพิมพ์หลายฉบับได้ลงข่าวว่า "พลังงานเผยไทยผลิตน้ำมันดิบสูงกว่าบรูไน คุยทดแทนนำเข้าปีนี้มหาศาล" (ไทยรัฐ 2 เมษายน 2551)    สาเหตุที่ผู้ให้ข่าวซึ่งก็คือข้าราชการระดับสูงของกระทรวงพลังงานได้นำประเทศไทยไปเทียบกับประเทศบรูไน ก็น่าจะเป็นเพราะว่าคนไทยเราทราบกันดีว่าประเทศบรูไนเป็นประเทศส่งออกน้ำมันรายหนึ่งของภูมิภาคนี้ ดังนั้นเมื่อประเทศไทยเราผลิตน้ำมันดิบได้มากกว่าก็น่าจะทำให้คนไทยเราหลงดีใจได้บ้าง  นาน ๆ คนไทยเราจะได้มีข่าวที่ทำให้ดีใจสักครั้ง   หลังจากอ่านข่าวนี้แล้ว ผมก็ได้ค้นหาความรู้เพิ่มเติมจากอินเทอร์เน็ตก็พบว่า…
ประสาท มีแต้ม
1. คำนำ ขณะนี้มีผู้คนจำนวนหนึ่งกำลังครุ่นคิดถึง "การเมืองใหม่" ซึ่งยังไม่เป็นที่แน่ชัดนักว่ามันคืออะไรกันแน่ ทราบแต่ว่า "การเมืองเดิม" ซึ่งก็คือการเมืองแบบตัวแทน (representative democracy) กำลังมีปัญหาหลายอย่างและรุนแรงขึ้นทุกขณะบทความนี้จะนำเสนอความล้มเหลวของ "การเมืองแบบตัวแทน" อย่างสั้นๆ พร้อมกับนำเสนอ "การเมืองแบบไฮเพอร์ (hyperpolitics)" ให้พอเป็นประกายเบื้องต้น หากสังคมนี้สนใจก็มีช่องทางให้ศึกษาค้นคว้าเพิ่มเติมกันต่อไป2. สาเหตุความล้มเหลวของการเมืองแบบตัวแทนเราท่องกันจนขึ้นใจมาตั้งแต่วัยเด็กแล้วว่า สาเหตุสำคัญของการมี "การเมืองแบบตัวแทน" คือเป็นเพราะคนมันเยอะ…